เลขานุการรมว.สธร้องดีเอสไอช่วยเช็คบิลรัฐบาลประชาธิปัตย์ ส่งข้อมูลส่อทุจริตสร้างโรงงานผลิตวัคซีน วงเงิน 1.4พันล้าน
นายกมล บันไดเพชร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อยื่นหนังสือให้ดีเอสไอตรวจสอบกรณีทุจริตขององค์การเภสัชกรรม(อภ.)2 เรื่องคือกรณีทุจริตการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี วงเงิน 1,400 ล้านบาท และการจัดซื้อวัตถุดิบสำหรับการผลิตยาพาราเซตามอล ซึ่งพบมีการปลอมปน
นายธาริต กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับการประสานและรับหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการจากนพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้วโดยจะมอบหมายให้นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามทุจริต เป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบ เรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนโดยตรง ดังนั้นในวันพรุ่งนี้ 29 มี.ค.เวลา 13.00 น. ตนจะเชิญนพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.องค์การเภสัชกรรม และผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด จากนั้นในวันที่ 2 เม.ย. จะลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกยาพาราเซตามอลเพื่อดูมาตรฐานการจัดเก็บวัตถุดิบ ทั้งนี้ขอให้เลขานุการรมว.สาธารณสุขช่วยกำชับหรือประสารสั่งการไปยังองค์การเภสัชให้ส่งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่รู้รายละเอียดในทั้ง 2 โครงการมาให้ข้อมูลในชั้นสืบสวนของดีเอสไอ
ด้านนายธานินทร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นพบว่าในส่วนของการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีน เป็นสัญญาก่อสร้างตั้งแต่ปี 2552 โดยใช้งบประมาณขององค์การเภสัชกรรมทั้งหมดประมาณ 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นงบก่อสร้างประมาณ 430 ล้านบาท และงบจัดซื้อเครื่องจักรประมาณ 560 ล้านบาท ล่าสุดการก่อสร้างยังไม่ได้แล้วเสร็จ เพราะมีปัญหาเรื่องการบริหารงานก่อสร้าง ซึ่งแยกย่อยส่อพิรุธแบ่งซื้อแบ่งจ้างหลายประการ ทั้งการก่อสร้างอาคารที่แยกเป็น 2 อาคารในพื้นที่เดียวกันและแยกผู้รับเหมาก่อสร้างเป็น 2 ราย
ขณะที่การออกแบบก่อสร้างมีการแบ่งเป็น 4 สัญญา 4 บริษัท ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น เพราะการก่อสร้างมีลักษณะเดียวกันสามารถออกแบบร่วมกันได้ พร้อมกันนี้ยังพบว่าขณะที่การก่อสร้างโรงงานยังไม่แล้วเสร็จและคืบหน้าไปเพียง 40% แต่กลับมีการสั่งซื้อเครื่องจักรมาเก็บไว้แล้ว ที่สำคัญยังพบว่าในสัญญาการก่อสร้างต่อมาได้เปลี่ยนรายละเอียดสำคัญคือจากการสร้างโรงงานผลิตเชื้อตายมาเป็นโรงงานผลิตเชื้อเป็น ซึ่งต้องใช้เครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีแตกต่างกันมาก ดังนั้น ต้องตรวจสอบว่าเครื่องจักรที่สั่งซื้อมาแล้วเป็นไปตามสเปคในสัญญาเดิมคือเครื่องจักรสำหรับผลิตเชื้อตาย หรือเป็นเครื่องจักรตามสัญญาใหม่คือผลิตเชื้อเป็น เนื่องจากประเด็นดังกล่าวอาจทำให้เกิดข้อสงสัยในการแก้ไขสัญญาใหม่เพื่อเอื้อประโยชน์กับบริษัทเอกชนหรือไม่









