ปิดฉากไซเตสไทยยึดงาช้าง500กก.ทำการเก็บตัวอย่างงาช้างดังกล่าวเพื่อทำการวิเคราะห์หาแหล่งที่มาของงาช้างดังกล่าวภายใน90วัน
ปิดฉากกันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับเวทีการประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(ไซเตส) ครั้งที่ 16 หรือ (CoP-16) ระหว่างวันที่ 3-14 มี.ค.นี้ ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ โดยนายธีรภัทร ประยูรสิทธ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า ผลการพิจารณาปรับเลื่อนสถานะบัญชีพืชป่าและสัตว์ป่า ได้พืช และสัตว์ที่ผ่านรับการรับรองจำนวน 54 ข้อเสนอจาก 71 ข้อเสนอ อาทิ ชามัวสอะบรุซโซ เป็นสัตว์เฉพาะถิ่น ที่เป็นชนิดย่อย พบได้ในประเทศอิตาลี อูฐขนาดเล็ก Vicugna vicugna (Vicuna) วงศ์ Camelidae อาศัยอยู่ในเทือกเขาแอนดีส เสือทัชมาเนีย Thylacinus cynocephalus (Tasmanian tiger, Tasmanian wolf) วงศ์ Thylacinidae ของประเทศ ออสเตรเลีย กลุ่มฉลามและกระเบนราหูยักษ์ กลุ่มเต่าและตะพาบ นอกจากนี่้มีไม้พะยูงของไทยที่ได้รับบรรุในบัญชี 2 ส่วนที่ไม่ผ่านมารับรองเช่น จระเข้น้ำจืดของไทย และของโคลัมเบีย หมีขาวขั้วโลกของสหรัฐอเมริกา กลุ่มไก่และนกของสวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น
ชี้ยึดงาช้าง 500 กก.ต้องตรวจดีเอ็นเอ
รองอธิบดีกรมอุทยาน กล่าวว่า ส่วนผลการพิจารณาเกี่ยวกับการควบคุมการค้างาช้างผิดกฎหมาย ที่ประชุมเห็นชอบให้สำนักเลขาธิการหามาตรการในการเสริมสร้างความร่วมมือระยะยาวระหว่างหน่วยงานต่างๆในการบังคับใช้กฎหมายในทวีปแอฟริกาและเอเชีย นอกจากนี้ขอให้ประเทศที่ตรวจยึดงาช้างแต่ละปริมาณมากกว่า 500 กิโลกรัม ทำการเก็บตัวอย่างงาช้างดังกล่าวเพื่อทำการวิเคราะห์หาแหล่งที่มาของงาช้างดังกล่าวภายใน 90 วัน และภายใต้งบประมาณที่มีขอให้ทำการวิเคราะห์คดีตรวจยึดงาช้างมากกว่า 500 กิโลกรัม ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วย
" ที่ประชุมยังได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการค้าช้างและซากต่างๆของช้าง โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยด้วยนั้น ที่ประชุมยอมรับว่าการลักลอบค้าช้างและซากต่างๆของช้าง เป็นปัญหาในระดับนานาชาติซึ่งประเทศถิ่นกำเนิด ประเทศที่นำผ่านและประเทศผู้บริโภคจะต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและร่วมมือกัน นอกเหนือจากที่จะต้องดำเนินการควบคุมการค้างาช้างภายในประเทศแล้ว ประเทศที่มีอุตสาหกรรมแกะสลักงาช้างจะต้องทำการสำรวจปริมาณงาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ภาครัฐถือครองอยู่ หากเป็นไปได้ ให้รายงานปริมาณงาช้างและผลิตภัณฑ์ของภาคเอกชนด้วย รายงานข้อมูลดังกล่าวให้สำนักเลขาธิการทราบภายใน วันที่ 28 ก.พ. ของทุกปี และหากมีปริมาณที่เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนหน้าให้ชี้แจงเหตุผลประกอบการเปลี่ยนแปลงปริมาณดังกล่าวด้วย รวมไปถึงให้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับกฎหมายข้อบังคับในการควบคุมการค้างาช้าง และการลดปริมาณอุปสงค์อุปทานในตลาดการค้างาช้างด้วย" นายธีรภัทร กล่าว









