สาธารณสุขยังคาใจปมวัตถุดิบผลิตยาพาราฯ สั่งองค์การเภสัชกรรม ส่งรายงานชี้แจงข้อสงสัยอย่างละเอียด เหตุคำอธิบายหลังเข้าพบยังคลุมเครือ
จากกรณีโรงงานเภสัชกรรมทหาร ทำการตรวจวิเคราะห์วัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอล ที่นำเข้ามากจากบริษัทในประเทศจีน กว่า 130 ตัน ไม่ได้มาตรฐาน จนเป็นเหตุให้ทางองค์การเภสัชกรรม ต้องส่งคืนวัตถุดิบทั้งหมด กลับไปยังบริษัทต้นทางเพื่อจบเรื่อง แต่ปมปัญหาดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด เมื่อ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาจี้ให้ทางผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เข้าชี้แจงเรื่องความเหมาะสมในการสั่งซื้อและการนำเข้านั้น
ความคืบหน้าล่าสุด นายพิสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ได้เดินทางมายังกระทรวงสาธารณสุข เข้าพบ ขณะที่ นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ทำรายงายอธิบายตอบข้อสงสัยอย่างละเอียด มาเป็นลายลักษณ์อักษร เนื่องจากการเข้ามาพูดคุยเมื่อวานนี้ ยังคงมีข้อสงสัยอยู่หลายเรื่อง แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากว่ารายงานที่ทำส่งมานั้น ไม่สามารถตอบข้อสงสัยได้หมด ก็จะมีการต้องตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และ เพื่อชี้แจงประเด็นเรื่องความเหมาะสมของระยะเวลา ในการจัดซื้อวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอล มาเก็บสต๊อกไว้ในคลังสินค้า 2 แห่ง คือที่บริษัทไปรษณีย์ไทย และองค์การคลังสินค้าราษฎร์บูรณะ ตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2554
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เข้าชี้แจงและตอบข้อสักถาม ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและตนนั้น แม้จะใช้ระยะเวลาพูดคุยกันค่อนข้างนาน แต่ผลสรุปที่ได้จากการตอบข้อสักถาม ยังคงคลุมเครือในหลายประเด็น อย่างเช่น เหตุผลที่ทาง อภ. ตัดสินใจนำเข้าวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลกว่า 130 ตัน มาเก็บไว้ในโกดังสินค้า ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บสต๊อกวัตถุดิบไว้กับตัวเอง เนื่องจากทาง อภ. ยังไม่มีความจำเป็น จะต้องใช้วัตถุดิบดังกล่าวในการผลิตยา
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุผลที่บอกว่า ทาง อภ.ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บวัตถุดิบที่นำเข้ามา ไว้กับตัวเองนานขนาดนี้ เพราะมีการคาดการณ์ว่า โรงงานผลิตยาของ อภ. จะสามารถเปิดดำเนินการได้ แต่เนื่องจากเกิดเหตุขัดข้อง จึงต้องเลื่อนเปิดโรงงานผลิตยาออกไป ทำให้วัตถุดิบที่สั่งเข้ามาเหลือค้างสต๊อก และถูกเก็บไว้ในคลังสินค้าตามเดิมนั้น ส่วนตัวมองว่าฟังไม่ขึ้น เพราะหากเป็นไปตามที่ได้กล่าวอ้างจริง ทำไมทาง อภ.ไม่หาทางระบายวัตถุดิบเหล่านี้ ไปให้กับโรงงานผลิตยาเอกชนนำไปผลิตก่อน จะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าโกดังสินค้า ไปโดยเปล่าประโยชน์ตั้งเกือบ 2 ปี









