กรมอุทยานฯ ชี้คนไทยมีเอี่ยวค้า "นอแรด-งาช้าง" ดึง ปทส.เร่งตรวจสอบ พร้อมประสานกระทรวงพาณิชย์กำชับร้านค้าขึ้นทะเบียนค้างาช้างถูกกฎหมาย
ปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่ายังคงเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่ 3-14 มี.ค.นี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (The Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือ ไซเตส (CITES) ครั้งที่ 16 ทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า กว่า 30 องค์กร ร่วมประชุมชี้แจงเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดประชุมครั้งนี้
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) กล่าวว่า ก่อนที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าหน้าที่จัดการประชุมไซเตสครั้งที่ 16 ทางนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ นายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีนโยบายให้มีการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าและพืชป่า เพื่อชี้แจงสถานการณ์การปราบปรามควบคุมการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการลักลอบค้านอแรดและงาช้าง เพราะไทยถูกจับตาว่าเป็นทางผ่านของขบวนการลักลอบสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด
“การปราบปรามการลักลอบค้างาช้างและนอแรด ไม่ว่าไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมไซเตสหรือไม่ก็ตาม แต่เราก็พยายามเร่งแก้ไขปัญหาการลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายอยู่แล้ว โดยในประเทศไทยการค้างาช้างที่ถูกต้องคืองาช้างบ้าน โดยมีการขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครองอย่างถูกต้อง และการจะขนย้ายงาช้างมายังโรงงานผลิต ต้องได้รับการอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ "
ส่วนร้านค้าที่ค้าขายเครื่องประดับที่ทำจากงาช้างต้องมีการขึ้นทะเบียนประกอบกิจการภายใน 30 วัน หลังจากที่มีการจัดตั้ง ถ้าเลยกำหนดกรมอุทยานฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ก่อนหน้านี้ให้มีการเพิกถอนใบอนุญาตต่างๆ หากยังไม่มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ส่วนผู้ที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องแล้ว งาช้างที่ได้มาต้องมีการจัดทำบัญชีว่าถูกนำไปทำเป็นเครื่องประดับใดบ้าง เมื่อมีการซื้อขายต้องมีใบเสร็จรับเงินที่ชัดเจนและต้องนำใบเสร็จดังกล่าวแจ้งให้กับกระทรวงพาณิชย์ทราบ และห้ามขายผลิตภัณฑ์จากงาช้างบ้านให้กับชาวต่างประเทศ เพราะไม่สามารถนำออกจากต่างประเทศได้เลยเนื่องจากงาช้างถูกควบคุมโดยบัญชีไซเตส ถ้านำไปประเทศอื่นๆ ก็ต้องถูกจับกุม
คนไทย20คนเอี่ยวค้า"นอแรด"
ส่วนมาตรการในการควบคุมป้องกันการค้านอแรดอย่างผิดกฎหมาย ได้มีการประสานกับประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของแอฟริกาใต้ในการขอรายชื่อคนที่หน่วยงานเอ็นจีโอเคยอ้างว่ามี คนไทย 10- 20 คนขอขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมายในการขอล่านอแรดในแอฟริกาใต้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นผู้ใด เพราะยังไม่มีการติดต่อมาเพราะการค้าขายต้องมีลายเส้น โดย อช. ได้ประสานไปยังตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) มาช่วยในการดูแล ตรวจสอบและจะเข้าไปสืบหาขบวนการในการแอบลักลอบงาช้างและนอแรดตามแห่งต่างๆ เช่น สนามบิน และด่านตรวจที่มีการเก็บหลักฐานเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าการลักลอบนำเป็นขบวนการใหญ่และยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง เพราะทั้งนอแรดมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึงกิโลกรัมละ 2 ล้านบาท
“ขณะที่นานาประเทศให้ความสนใจเรื่องงาช้าง นอแรดและเสือโคร่ง ซึ่งเรื่องของเสือโคร่งประเทศไทยมีการจัดการได้ดีในสายตาของต่างประเทศ แต่ในส่วนของนอแรด ถือเป็นประเด็นใหม่ที่เรายังคงต้องติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวด ส่วนการปราบปรามการจับกุมผู้ลักลอบงาช้างที่ผ่านมา มีการจับกุมได้งาช้างมากกว่า 10 ตัน แต่ยังมีงาช้างจำนวนมากที่รอดพ้นการจับกุมและถูกส่งไปยังตลาดแปรรูป จึงต้องเร่งให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบร้านค้าต่างๆ ที่มีการค้าขายเครื่องประดับจากงาช้างทั่วประเทศว่าลงทะเบียนถูกต้องหรือไม่ และขอให้จัดทำบัญชีเข้าและออกของผลิตภัณฑ์ โดยปลายเดือนก.พ. นี้ จะมีการประชุมผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าทั้ง 4 ภูมิภาคอีกครั้งหนึ่ง เพื่อของความร่วมมือให้เร่งดำเนินการทันที” นายธีรภัทร กล่าว
นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมไซเตสที่จะถึงนี้ ประเทศไทยเตรียมเสนอให้บรรจุไม้พะยูงเข้าไปอยู่ในบัญชี 2 ของไซเตส โดยต้องได้รับการอนุญาตทั้งจากประเทศผู้ซื้อและขาย นอกจากนี้ยังเสนอให้ลดจระเข้น้ำจืดและน้ำเค็มเฉพาะที่เพาะเลี้ยงได้จากบัญชี 1 ที่ห้ามมีการซื้อขายเด็ดขาด มาอยู่ในบัญชีที่ 2 ให้มีความผ่อนปรนมากขึ้น รวมทั้งให้มีการนิยามในเรื่องการปลูกไม้กฤษณาใหม่ โดยให้ยกเลิกการปลูกแบบเชิงเดี่ยว เพราะธรรมชาติของไม้กฤษณาต้องปลูกในป่า ในลักษณะของสวนป่า และเตรียมเสนอให้วันที่ 3 มี.ค. เป็นวันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (World wild life day) เป็นครั้งแรกของโลกด้วย
เอ็นจีโอเสนอยุติค้างาช้างทั้งหมด
ด้าน นางโซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งและกรรมการมูลนิธิเพื่อนช้าง (องค์กรสาธารณประโยชน์) กล่าวว่า ขอเสนอให้ยกเลิกการค้างาช้างภายในประเทศทั้งหมด เพื่อเป็นการตัดวงจรการล่างาช้าง เพราะในฐานะที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ช้างมานานกว่า 20 ปี ไม่เห็นหนทางที่จะช่วยลดปัญหาการลักลอบได้ เพราะโดยปกติแล้วงาช้างที่มีการตรวจยึดมาได้จะมีการนำมาเผาทำลาย แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีงาช้างจากแอฟริกาลักลอบเข้ามาขายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องทั้งนำมาทำเครื่องประดับในประเทศไทยและมีการส่งออกจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยถูกตำหนิจากนานาชาติเสมอ จึงอยากสนับสนุนที่กองทุนสัตว์ป่าโลก หรือ WWF ทำหนังสือถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ยุติสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมาเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่างาช้างที่มีการค้าขายอยู่ในประเทศไทยเป็นงาช้างป่าหรือช้างบ้าน และเร่งเปลี่ยนสถานะของช้างจากสัตว์พาหนะเป็นสัตว์สงวนได้แล้ว
“อยากเสนอให้มีการยุติการค้างานช้างทั้งหมด ทั้งงาช้างป่าและช้างบ้าน หากทำได้ก็จะเป็นการตัดวงจรการลักลอบล้างานช้างทั้งหมด ดังนั้นในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าหน้าที่จัดประชุมไซเตส เราควรจะมีการย้ำเตือน ให้มีการหยุดล่าและหยุดค้างา และเสนอให้มี พ.ร.บ.ช้างโดยเฉพาะ การแก้ปัญหาควรจะเป็นรูปธรรมได้เสียที” นางโซไรดา กล่าว
ด้าน นายเฉลิมเกียรติ ภูตินาถ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยาม อินคูเบเตอร์ ซีสเต็ม จำกัด ในฐานะผู้ส่งออกนำเข้าสัตว์กว่า 20 ปี กล่าวว่า การแก้ปัญหาการลักลอบค้าสัตว์ป่าตามบัญชีไซเตสกำหนด เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้ประกอบการด้วย เพราะหากไม่เร่งดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้อง จะเกิดผลกระทบต่อมูลค่าความเสียหายมีอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่งออกหนังจระเข้ กล้วยไม้ ปลาสวยงามและสัตว์ปีกต่างๆ ซึ่งผู้ที่อยากค้าสัตว์เหล่านี้ก็สามารถเข้ามาสอบถามเจ้าหน้าที่ไซเตสประจำประเทศไทยได้ว่าสัตว์ใดห้าม หรือจะต้องมีการขอจดทะเบียนค้าอย่างไร เพราะสัตว์ป่าที่เขาให้ค้าระหว่างประเทศมีมาก และเชื่อว่าผู้ประกอบการหลายรายก็ไม่อยากรบกวนสัตว์ที่อยู่ในป่า หากทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็สามารถสร้างมูลค่าได้









