โลหิตที่บริจาคมีคุณค่า ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง ส่วนหนึ่งยังส่งไปสกัดเป็นยาเพื่อผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรม
“เลือดที่สภากาชาดได้รับบริจาคมานั้น จะถูกปั่นแยกออกมาเป็นส่วนประกอบโลหิต ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือดและพลาสมา ซึ่งสำหรับพลาสมาที่ปั่นแยกมาได้นั้นจะเหลือใช้ราว 50% ถูกแช่แข็งเก็บเอาไว้ เนื่องจากยังมีสารโปรตีนและสารอาหารที่มีคุณค่าเป็นยา ซึ่งจะถูกส่งไปกลั่นเป็นยาที่ต่างประเทศเมื่อจำเป็น” พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าว
ปริมาณโลหิตที่บริจาค 1 ครั้ง ประมาณ 350-450 มิลลิลิตร สามารถสกัดแยกพลาสมาออกมาได้เพียง 100-150 มิลลิลิตรเท่านั้น
พลาสมา (Plasma) หรือน้ำเหลือง คือส่วนประกอบของโลหิตที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีเหลืองใส ประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 92 % รองลงมาเป็นสารโปรตีน 8 % สารโปรตีนเหล่านี้ ได้แก่ แอลบูมิน อิมมูโนโกลบูลิน ซึ่งมีความสำคัญเป็นภูมิต้านทานต่อโรคติดต่อและเชื้อโรค นอกจากนี้ยังมีโปรตีนที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข็งตัวเป็นลิ่มเลือด
ผลิตภัณฑ์จากพลาสมาแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ อัลบูมิน (Albutin) รักษาโรคไต โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน, IVIG (Intravenous Immunoglobulin) รักษาโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และแฟคเตอร์ 8 (Factor VIII) รักษาโรคฮีโมฟีเลีย เอ ซึ่งเป็นโรคเลือดออกง่ายหยุดยากทางพันธุกรรม
พญ.สร้อยสอางค์ กล่าวว่า สภากาชาดไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์พลาสมาได้เพียงบางชนิด และผลิตได้ในปริมาณจำกัดคือประมาณ 10,000 ลิตรต่อปี ขณะที่ความต้องการของผู้ป่วยสูงขึ้น ต้องอาศัยการนำเข้ายาจากต่างประเทศ อาทิ อัลบูมิน เป็นผลิตภัณฑ์พลาสมาที่มีความต้องการมากที่สุด ต้องนำเข้าเฉลี่ย 18% ต่อปี
หากรวมผลิตภัณฑ์พลาสมาทั้งหมดที่ไทยต้องซื้อจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน เกาหลี สหรัฐหรือยุโรป เป็นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาทต่อปี
“ผู้ป่วยโรคไต ระดับโปรตีนในร่างกายจะลดลง ซึ่งอัลบูมินจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นอาหารเพิ่มโปรตีน และยังทำให้เลือดที่ไหลเวียนในร่างกายมีความหนาแน่น ไม่ซึมออกมาจากผนังหลอดเลือด ในขณะที่ผู้ป่วยโรคตับ ร่างกายก็จะไม่สามารถสร้างอัลบูมินได้เอง ต้องได้รับอัลบูมิน” คุณหมออธิบาย
จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขปี 2553 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิดเข้ารักษาในโรงพยาบาล 269,204 คน และคาดว่าในปี 2556 จะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มอีก 133,767 คน รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคพันธุกรรม ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์พลาสมา ทำให้ผลิตภัณฑ์มีไม่เพียงพอต่อผู้ป่วย
ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์พลาสมาไม่เพียงพอ แพทย์สามารถให้พลาสมาเข้าไปในร่างกายแทน ซึ่งจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่เนื่องจากต้องให้ปริมาณมาก เช่น ผู้ป่วยที่ต้องใช้อัลบูมิน 1 ขวด จะต้องใช้พลาสมาถึง 4 ถุง จึงจะได้ปริมาณอัลบูมินเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ แต่ก็มีผลเสียคือ ร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ไม่ต้องการในปริมาณมาก เช่น น้ำ ซึ่งหากร่างกายขับน้ำไม่ทัน อาจช็อคได้
ดังนั้น ปัจจุบันศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ยังต้องการอาสาสมัครบริจาคพลาสมาจำนวนมาก






