วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อความหิวไม่ได้ 'ปิดเทอม'

วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้โรงเรียนเลื่อนการเปิดเทอมออกไป สำหรับเด็กด้อยโอกาสนับแสนคนที่พึ่งพาอาหารกลางวันและนมโรงเรียน พวกเขากำลังขาดแคลนอาหารจากการปิดเทอมที่ยาวนาน

 

ประเด็นว่าด้วยการเลื่อนเปิดเทอมไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม อาจจะกลายเป็นเรื่องร้อนๆ ที่ต้องชวนกันใคร่ครวญเพื่อหาทางออกหลายเรื่อง หนึ่งในนั้น คือ อาหารกลางวัน ซึ่งดูเหมือนรัฐบาลเล็งเห็นปัญหานี้อยู่ จึงเริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2563 แล้ว

เมื่อคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนได้ออกประกาศ เรื่อง ‘หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563’ โดยกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดซื้อนม แล้วประสานกับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อส่งให้เด็กดื่มในช่วงเวลาที่มีการขยายวันปิดเทอม โดยประกาศนี้กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการให้เสร็จก่อนวันที่ 18 พฤษภาคม 2563

ขณะที่หนังสืออีกฉบับจากกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ลงวันที่ 30 เมษายน 2563 แจ้งแนวปฏิบัติในการจัดหาอาหารกลางวันสำหรับเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงการปิดศพด. โดยให้สำรวจความต้องการของผู้ปกครองเด็กและจัดทำอาหารกลางวันแจกจ่าย

เพราะตามปกติแล้วกลางเดือนพฤษภาคม เด็กๆ ต้องเตรียมตัวไปโรงเรียน แต่จากมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้สถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไม่เปิดทำการไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ทำให้เด็กๆ ในวัยเรียนทุกคนต้องอยู่กับบ้าน และอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองไปจนกว่าจะเปิดเรียนครั้งใหม่ ที่สำคัญ 'ความหิว' ไม่ได้ปิดเทอมตามไปด้วย

ปัญหาที่อาจจะตามมาหลังจากนี้ คือเด็กๆ บางส่วน โดยเฉพาะ เด็กด้อยโอกาส ครอบครัวมีฐานะยากจน จะสูญเสียโอกาสการเข้าถึงอาหารกลางวันที่มีคุณภาพและนมโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กไทยตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลไปจนถึง ป.6 ได้รับประทานฟรีมาโดยตลอด

จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่าประเทศไทยมีเด็กนักเรียนยากจนพิเศษมากถึง 708,767 คน เด็กๆ เหล่านี้กำลังขาดแคลนอาหารจากการปิดเทอมที่ยาวนานขึ้น จนน่าวิตกว่าอาจจะเกิดภาวะทุพโภชนาการในเด็กกลุ่มยากจนพิเศษเหล่านี้

เมื่อสำรวจลึกลงไปถึงผลกระทบในระดับครอบครัว พบว่า วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้ปกครองของนักเรียน ทำให้มีรายได้ลดลง เนื่องจากถูกพักงานชั่วคราว บางครอบครัวถูกเลิกจ้าง แต่ภาระที่ต้องแบกรับนั้นเท่าเดิม หรือบางครอบครัวก็มีภาระเพิ่มขึ้น

แน่นอน ผลกระทบต่อครัวเรือน ย่อมกระทบชิ่งต่อเด็กๆ ทำให้สิ่งที่เด็ก ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก 3 อันดับแรก คือ อาหาร ทั้งเช้าและกลางวัน ค่าครองชีพ และหน้ากากอนามัยของเด็ก

ข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหารของเด็กๆ อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน คือประเด็นปัญหาสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่ง ณ เวลาปัจจุบัน หากในวันนี้เวลานี้ ถ้าไม่มีวิกฤตการณ์โควิด-19 เด็กๆ ต้องได้ไปโรงเรียน เด็กๆ จากครอบครัวยากจนพิเศษจะได้รับนมและอาหารอย่างน้อยก็มื้อกลางวัน และบางโรงเรียนอาจจะมีมื้อเช้าให้ด้วย ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี

เมื่อหันไปดูมาตรการดูแลโภชนาการของเด็กในประเทศต่างๆ ที่อยู่ในช่วงภาวะโควิด-19 ระบาดแบบนี้ พบว่า ที่ญี่ปุ่น คืนค่าเทอมให้และไม่คิดค่าอาหารกลางวัน ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้ครอบครัวของเด็กยากจนกินฟรี และเฉพาะที่รัฐนิวยอร์ค ทุ่มงบประมาณ 880 ล้านดอลลาร์ ช่วยเหลือด้านอาหารแก่เด็กนักเรียน 2.1 ล้านคนทั่วทั้งรัฐ

ที่ฟินแลนด์ แม้จะอยู่ในช่วงล็อกดาวน์ เด็กๆ ต้องเรียนออนไลน์จากที่บ้าน แต่อาหารกลางวันไม่เคยขาด เมื่อเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการศึกษาแห่งชาติของฟินแลนด์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ จะส่งมอบอาหารและของว่างได้ทุกวันระหว่างเวลา 12:30-13:30 น.

สำหรับประเทศไทย ตามปกติจากนโยบายของรัฐบาล กำหนดให้มีการจัดการอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนทุกคนฟรีปีละ 200 วัน หรือ 200 มื้อ โดยงบประมาณต่างๆ จะส่งผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แต่เมื่อไม่อยู่ในภาวะปกติเช่นนี้ ทางออกควรจะเป็นแบบไหน

แม้คำสั่งของหน่วยงานต้นสังกัดอย่างกระทรวงมหาดไทย โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแล แต่ถึงตอนนี้ ต้องยอมรับว่าหลายแห่ง ยังไม่ดำเนินการใดๆ บางพื้นที่ไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีคำสั่งนี้อยู่

ส่วนอปท.ที่ตระหนักถึงอาหารการกินของเด็กในชุมชน ก็ทำล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องยกย่อง เช่นที่ ทต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา, อบต.เขาปู่ อ.ศรีบรรพต จ.พัทลุง, อบต.แก้งแก อ.โกสุมพิศัย จ.มหาสารคาม และ ทต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ให้แม่ครัวทำอาหารที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำตำบล ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ แล้วให้ผู้ปกครองมารับเวลาตั้งแต่สิบโมงจนถึงเที่ยงทุกวัน ส่วนที่ อบต.แว้ง จ.นราธิวาส ก็ทำเช่นเดียวกัน หากผู้ปกครองไม่สะดวกมารับ ครูจะเอาไปส่งถึงบ้านเอง

แน่นอนว่าบทบาทในการดูแลเรื่องอาหารการกินของเด็กในชุมชน เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ซึ่งคงไม่มีที่ไหนอยากจะละทิ้งหน้าที่ แต่ที่ยังกล้าๆ กลัวๆ กันอยู่ เพราะขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติทางราชการที่ไม่มีความชัดเจน จนขาดความมั่นใจในการลงมือนั่นเอง

เรื่องแรกที่ผู้บริหารท้องถิ่นพากันสงสัยคือ งบประมาณ ในเมื่องบประมาณตามโครงการอาหารกลางวันยังไปไม่ถึงท้องถิ่น ซึ่งตามระเบียบปฏิบัตินั้น จะได้อัตรามื้อละ 20 บาทต่อคน และนมวันละ 7.37 บาท ครอบคลุมตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึง ป.6 โดยเงินส่วนนี้จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรองจ่ายไปก่อนหรือไม่

ขณะเดียวกันการใช้จ่ายของท้องถิ่นในช่วงภาวะวิกฤติโควิด-19 ถูกจับตามองจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างใกล้ชิด ชนิดตรวจทุกจุดทศนิยม ทำเอาหัวหดกันเป็นแถวๆ เพราะหลายแห่งโดนสอยร่วงกันมาแล้ว เหตุนี้ท้องถิ่นหลายแห่งจึงขอความชัดเจนเพิ่มขึ้น ว่าพวกเขาจะไปต่อได้แค่ไหน

กรณีแบบนี้เชื่อว่าทุกๆ พื้นที่ประสงค์ดีเหมือนกันหมด เพียงแต่หน่วยงานที่กำกับดูแล ต้องเพิ่มความมั่นใจให้กับคนทำงานเหล่านี้ ว่าพร้อมหนุนหลัง นำพาชุมชนรอดพ้นวิกฤติไปให้ได้