นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ทางเลือกสู้'โควิด-19'

ถ้าต้องกักกันตัว ไม่ว่าจะติดเชื้อหรือไม่ แอพฯCocare เริ่มเปิดให้คนกลุ่มนี้ใช้ โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ คอยดูแล แนะนำ ติดตามผล และส่งต่อไปโรงพยาบาล
ในช่วงที่เกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ในเมืองไทย แพทย์คนใดมีความเชี่ยวชาญด้านไหน มีศักยภาพอะไร ก็นำความรู้มาช่วยกัน เพื่อทำให้การระบาดของโรคน้อยลง ในกลุ่มแพทย์ด้วยกัน หมอก้อง-นายแพทย์ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ CEO โรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่ม 3 ภาคตะวันออก ซึ่งเคยบุกเบิกระบบไอทีในโรงพยาบาลชุมชน เคยทำกิจการเพื่อสังคมคลินิกเป็นสุข และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ‘เป็นสุข’ เพื่อผลักดันให้คนไทยหันมาดูแลสุขภาพ และอีกหลายโครงการ ชักชวนอาสาสมัครหลายอาชีพมาช่วยกันคิด เพื่อลดภาระการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทั้งเรื่องการรณรงค์ให้คนบริจาคเลือดอย่างต่อเนื่องในช่วงวิกฤติ
การทำแอพฯ Cocare สำหรับผู้กักกันตัวเอง คุณหมอได้ทำไว้ตั้งแต่ไวรัสโควิดเริ่มระบาดเมื่อเดือนเมษายน ปี 2563 และตอนนี้ปี 2564 สิ่งที่คุณหมอคิดไว้ก็เกิดขึ้นจริง ในเรื่องผู้ติดเชื้อไม่รู้จะปรึกษาแพทย์ได้อย่างไร
เห็นได้จากกรณีล่าสุด
"ถ้าเป็นระบบเดิม โทรหาหมอ หมอว่างหรือไม่ว่างไม่อาจรู้ได้ แต่ระบบนี้หมอสามารถดูแลคนกลุ่มนี้ครั้งละมากๆ โดยดูจากการบันทึกข้อมูลของแต่ละคนถ้าคนไหนไม่บันทึกก็ติดตามว่า ทำไมไม่บันทึก อาการเป็นไงบ้าง
ถ้าเมื่อใดใครก็ตามเริ่มกังวลว่าจะต้องกักตัวไหม เพราะเมื่อคืนไปกินข้าวกับเพื่อนๆ และมีคนป่วยเป็นโน้นนี่นั่นในกลุ่ม ก็กดปุ่มเข้าร่วมการกักกัน เมื่อเข้ามาสู่ระบบนี้ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ที่เราเซ็ตไว้ในกลุ่มก็จะดูแลและให้คำแนะนำ" หมอก้อง กล่าวถึงแอพฯ Cocare
นอกจากนี้ เขายังรวบรวมอาสาสมัครวิศวกร ช่วยคิดเรื่องห้องความดันลบ ซึ่งมีความจำเป็นมากช่วงไวรัสโควิดระบาด เพื่อกักไม่ให้เชื้อโรคปนเปื้อนออกไปด้านนอก ต้นทุนการทำห้องแบบนี้ราคาสูงมาก หมอก้องให้โจทย์ว่า ต้องทำให้เร็วที่สุด และราคาถูกที่สุด รวมถึงร่วมกับพยาบาลกลุ่มหนึ่งทำคู่มือโรงแรมที่จะทำเป็นสถานที่กักตัวสำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าติดเชื้อหรือไม่ เรื่องเหล่านี้หากเจ้าของโรงแรมไม่มีความรู้ พนักงานอาจติดเชื้อได้ และยังร่วมกับนักการศึกษาทำเรื่อง การสอนหนังสือออนไลน์ให้นักเรียนในชนบท
หลังจากทราบข่าวไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดตั้งแต่ต้นปี คุณหมอเริ่มทำอะไรก่อน
ผมเริ่มหาทีมอาสาสมัครจากคนที่รู้จักกันสิบกว่าคนมาทำโครงการ ตอนนั้นปัญหายังไม่เยอะโครงการแรกที่ทำก็คิดว่าเมื่อเกิดโรคระบาด คนจะไม่สามารถบริจาคเลือดได้ จึงชวนคนมาบริจาคเลือดประสานทางสภากาชาดไทย และเจ้าหน้าที่หน่วยบริการโลหิต จากที่เคยขาดแคลนเลือดอยู่เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของยอดการใช้เลือด ก็ดีขึ้นกว่าเดิม
ระบบกักกันตัวที่บ้าน ใช้แอพฯ เป็นตัวช่วยอย่างไร
ในช่วงที่มีคนไทยกลับจากต่างประเทศ นโยบายรัฐเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราทำแผนใหม่ ทำเครื่องมือที่จะดูแลคนที่กักกันตัวเองที่บ้าน โดยใช้ทีมอาสาสมัครบุคลากรทางการแพทย์ให้คำแนะนำ ติดตามดูแลสุขภาพ เนื่องจากคนติดเชื้อ 80 เปอร์เซ็นต์ไม่มีอาการ แต่ด้วยความกังวลทำให้ทุกคนไปหาหมอที่โรงพยาบาล แล้วหมอก็บอกว่าไม่เป็นไรกลับบ้านได้ ถ้ามาโรงพยาบาลเยอะๆ ระบบพังแน่ เราก็พัฒนาเครื่องมือต่างๆ ออกมา จะใช้ในวงกว้างในสัปดาห์นี้ ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะใช้เดือนพฤษภาคม แต่การแพร่ระบาดมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ ในส่วนแอพฯ ใช้ชื่อว่า Cocare
ส่วนกลุ่มอาสาสมัครใช้ชื่อว่า Cocare Volunteer เพื่อตรวจสอบคนที่สมัครเข้ามา เป็นแพทย์ พยาบาลจริงไหม มีคุณวุฒิความสามารถด้านไหน ในแอพฯจะมีการจัดการเหมือนโรงพยาบาลหนึ่งแห่ง ให้การดูแลอย่างถูกต้อง มีการฝึกอบรมและให้ข้อมูลคนติดเชื้อทั้งที่มีอาการและไม่มีอาการ เราจะเรียงลำดับว่า ใครบ้างที่เป็นอันดับแรกต้องโทรเช็ค เพื่อให้การดูแลมีประสิทธิภาพ คนที่กักกันตัวเองกลุ่มนี้ มีทั้งติดเชื้อแล้วไม่มีอาการ และกลุ่มเสี่ยงจากประเทศที่ไวรัสแพร่ระบาดและมีการสัมผัสโรคไม่รู้ว่าติดเชื้อหรือไม่ ในแอพฯก็จะมีระบบต่างๆ ให้ตรวจเช็คและสอบถามอาการ ถ้ามีอาการก็มาตรวจที่โรงพยาบาลว่าติดเชื้อหรือไม่
แอพฯนี้ จะช่วยในเรื่องการดูแลคนที่ถูกกักกันในปริมาณเยอะๆ โดยใช้อาสาสมัคร 3 กลุ่มดูแล กลุ่มที่ 1 เภสัชกร นักสาธารณสุข กลุ่ม 2 คือ พยาบาล และกลุ่ม 3 แพทย์ โดยหนึ่งทีม ประกอบด้วยแพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุข เพื่อให้คำแนะนำผ่านวิดีโอคอลล์ โทรคุยได้ แชทได้ ถ้าเป็นระบบเดิม โทรหาหมอ หมอว่างหรือไม่ว่างไม่อาจรู้ได้ แต่ระบบนี้หมอสามารถดูแลคนกลุ่มนี้ครั้งละมากๆ โดยดูจากการบันทึกข้อมูลของแต่ละคน ถ้าคนไหนไม่บันทึกก็ติดตามว่า ทำไมไม่บันทึก อาการเป็นไงบ้าง
ถ้าเมื่อใดใครก็ตามเริ่มกังวลว่า จะต้องกักตัวไหม เพราะเมื่อคืนไปกินข้าวกับเพื่อนๆ และมีคนป่วยเป็นโน้นนี่นั่นในกลุ่ม ก็กดปุ่มเข้าร่วมการกักกัน เมื่อเข้ามาสู่ระบบนี้ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ที่เราเซ็ตไว้ในกลุ่มก็จะดูแลและให้คำแนะนำ
ประชาชนทั่วไปโหลดแอพฯนี็ใช้ได้ไหม
โหลดได้ แต่ตอนนี้ให้คนกักกันตัวก่อน ต้องรอขั้นต่อไป แอพฯนี้คนทั่วไปจะมีโอกาสได้ใช้ จะมีกระบวนการให้คำแนะนำเฉพาะเจาะจง อาทิ มีห้องน้ำห้องเดียวในบ้าน ต้องใช้หลายคนจะจัดการอย่างไร แอพฯจะปรับข้อมูลให้ขยับตามระยะการแพร่เชื้อ เราพบข้อมูลการวิจัยว่า คนมีโอกาสติดเชื้อที่บ้านได้อีก ถ้าอย่างนั้นเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้คนในบ้านติดเชื้อ
แอพฯ Cocare ต่างจากแอพฯทั่วไปในช่วงโควิด-19 ระบาดอย่างไร
แอพฯ ที่ทำออกมาหลายอัน จะประเมินว่าคนๆ นั้นป่วยเป็นอะไร หรือมีคนติดเชื้ออยู่ในพื้นที่ไหนบ้าง แต่ไม่ได้ให้โซลูชั่นว่า ต้องทำตัวอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่แพร่เชื้อให้คนอื่นอย่างไร
นอกจากแอพฯ นี้ คุณหมอเซ็ตระบบซอฟแวร์ให้โรงพยาบาลไหนบ้าง
ตอนนี้ทำให้เรื่องการบริหารจัดการให้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และโรงพยาบาลศิริราช เป็นงานที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ถ้าเราสามารถรู้ว่า ใครที่ถูกกักกันตัวกำลังจะกลายเป็นคนป่วยในโรงพยาบาล เราก็พอทำนายได้ว่า อีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เตียงในโรงพยาบาลจะเพียงพอไหม ข้อมูลลูกโซ่แบบนี้จะมีประโยชน์ในการวางแผนทรัพยากรสาธารณสุข ถ้าเมื่อใดที่ทุกคนอยู่ในระบบ
ระบบจะเชื่อมโยงกันทั้งประเทศไหม
ขึ้นอยู่ว่า เรามีโอกาสวางระบบแค่ไหน เราทำงานกับอาสาสมัคร เพื่อช่วยภาครัฐ ทำนายทรัพยากรทางการแพทย์ที่ต้องใช้ ช่วยวางแผนในอนาคต เราทำในพื้นที่ที่เราจัดการได้ก่อน แต่ถามว่าจะเชื่อมโยงทั้งประเทศหรือไม่ ก็แล้วแต่ภาครัฐ เพราะคนที่นั่งในกระทรวงสาธารณสุข ก็พี่ๆ น้องๆ กัน
ปัญหาเครื่องมือทางการแพทย์หลายอย่างขาดแคลน ต้องแก้อย่างไร
ขาดทุกประเทศ เพราะคนไข้ปกติยังอยู่ในโรงพยาบาล หน้าที่ของเรา ก็คือ ทำยังไงไม่ให้คนไปถล่มโรงพยาบาลระเนระนาดเหมือนในต่างประเทศ สาเหตุที่มีอัตราการตายสูง ไม่ใช่เรารักษาไม่ได้ แต่คนติดไวรัสโควิดเยอะ เมื่อมาโรงพยาบาลแล้วเครื่องมือหมุนเวียนไม่ทัน ถ้าเราใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นระบบ ก็จะรู้ว่า จะโอนคนไข้ไปโรงพยาบาลไหน ไม่กระจุกอยู่ที่เดียว ก็จะทำให้ทุกคนปลอดภัย
สามารถเตรียมความพร้อมได้แค่ไหน
พอจะคาดการณ์รูปแบบที่จะเกิดขึ้นได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์มีระยะเวลาเตรียมการณ์ล่วงหน้าประมาณ 3 สัปดาห์ยกตัวอย่างเดือนกุมภาพันธ์ มีโปรไฟไหม้ท่องเที่ยวต่างประเทศ คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลีกลับมามีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นทันที ต้นเดือนมีนาคมมีแรงงานกลับจากเกาหลีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นต้นเดือนเมษายนการคาดคะเนใช้เวลาสามสัปดาห์สามารถวางแผนได้ระดับหนึ่ง
คาดการณ์สถานการณ์นี้ไว้อย่างไร
คาดการณ์ว่า สิ้นเดือนเมษายน 2563 อาจมีคนไข้ติดเชื้อหลักหมื่นขึ้นไป ตามที่กรมควบคุมโรคทำนายไว้ มีความเป็นไปได้ กระบวนการคาดการณ์เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า Data modeling (เป็นกระบวนการสร้างแบบจำลองข้อมูลสำหรับระบบข้อมูลโดยใช้เทคนิคที่เป็นทางการบางอย่าง) มีหลายคนพยายามทำนายว่า จะมีผู้ติดเชื้อหลักหมื่นหลักแสน ซึ่งเรื่องนี้แล้วแต่ปัจจัยที่ใส่ข้อมูลเข้าไป แต่เชื่อว่า มีโอกาสเพิ่มขึ้นแน่ๆ
นอกจากเรื่องที่กล่าวมา คุณหมอยังรวบรวมวิศวกรมาช่วยคิดเรื่องห้องความดันลบในราคาที่ถูก ?
ห้องความดันลบจะทำให้บุคลากรทางการแพทย์ปลอดภัยจากเชื้อมากขึ้น และอยู่หน้างานได้ต่อเนื่อง กว่าจะทำห้องแบบนี้เสร็จใช้เวลาเป็นเดือนๆ และใช้เงินเยอะ ผมก็เลยชวนอาสาสมัครวิศวกรมาช่วยแก้ปัญหา โดยให้โจทย์ทางการแพทย์ ต้องทำให้เสร็จภายในสองสัปดาห์ ราคาถูกกว่าเดิมอย่างน้อย 10 เท่า สมัยก่อนห้องๆ หนึ่งใช้เงิน 5 ล้านบาท ตอนนี้ห้าแสนบาท ราคาจะถูกลงเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุ
หมอก็กลัวติดเชื้อเหมือนกัน ?
ประเทศเราไม่เจอโรคระบาดมานาน ความกลัวความกังวลก็ต้องมี ต้องให้ความรู้ จะทำตัวอย่างไรให้ปลอดภัย ถ้าไม่ให้ความรู้ ชุดป้องกันตัวของบุคลากรทางการแพทย์และหน้ากากอนามัยคงไม่พอในการทำงาน ไวรัสตัวนี้เป็นเรื่องใหม่ ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ( มกราคม-มีนาคม 2563) มีเอกสารวิชาการเกี่ยวกับไวรัสโควิดตีพิมพ์กว่าสามหมื่นเรื่อง เราอ่านไม่ทัน ต้องให้อาจารย์ผู้ใหญ่ช่วยสังเคราะห์ความรู้
นอกจากนี้เรายังชวนคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทำคู่มือสำหรับโรงแรมที่จะทำเป็นสถานที่กักกันผู้สงสัยว่าจะติดเชื้อ ตอนนี้ทำให้โรงแรมในหาดใหญ่สามแห่งสำหรับคนไทยที่กลับจากมาเลเซีย ถ้าผู้บริหารโรงแรมทำเรื่องนี้โดยไม่มีความรู้ ก็มีความเสี่ยง
ทำโรงแรมเป็นสถานที่กักกันสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะติดเชื้อหรือไม่ ต้องมีระบบจัดการอย่างไร
ผ้าปูเตียง เสื้อผ้า อาหารจะจัดการให้ผู้เข้าพักอย่างไร เราก็ออกแบบให้หมด ผ้าปูเตียงจะเก็บไปซักอย่างไรโดยไม่สัมผัสเชื้อ หน้าที่ของพวกเราคือ อย่าทำให้คนติดเชื้อเยอะขึ้น แต่คนที่มากักกันตัว ก็ต้องมีข้อตกลงร่วมกัน
เรื่องไหนที่คุณหมอกลัวมากที่สุด
สิ่งที่หวั่นมากที่สุด น่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมระยะยาวไม่เหมือนภัยพิบัติสึนามิที่มาตูมเดียว เคลียร์กันช่วงหนึ่งก็จบ แต่โรคระบาดใช้เวลานาน
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดการณ์ว่า โรคระบาดจะยืดเยื้อเป็นปีหรือสองปี?
ขึ้นอยู่กับฝีมือการจัดการ ถ้าโชคดีใช้โมเดลแบบจีนทำเต็มที่สามเดือนถ้าไม่ใช้ก็แพร่ระบาดอีกนาน ตอนนี้ความท้าทายเราไม่สามารถทนกับการล็อคดาวน์เมืองได้นานๆ เพราะเศรษฐกิจพัง ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ทำอะไรก็ผิดทั้งนั้น เพราะมันยากจริงๆ
ทำงานกับอาสาสมัครหลายทีม หลายอาชีพ บริหารจัดการอย่างไร
กลางวันทำงานเป็นแพทย์และผู้บริหารในโรงพยาบาล กลางคืนทำงานกับอาสาสมัคร กว่าจะประชุมเสร็จทีมสุดท้ายตี 3 ใช้วิดีโอคอลล์คุยทีละกลุ่ม ตอนนี้มีสี่กลุ่ม ผมใช้วิธีการทำงานโดยการสร้างเกม สร้างไอเดีย ตอนนี้กลุ่มอาสาสมัครวิศวกรขยายผล มีคนรับช่วงต่อแล้ว นอกจากนี้ยังมีทีมเรื่องการศึกษาและความรู้
เคยทำงานกับอาสาสมัครหลายทีมแบบนี้ไหม
ไม่เคยครับ ปกติไม่เคยยุ่งกับคนมากมายขนาดนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ เหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางทีคิดว่าเรื่องนี้ทำแล้ว อาทิตย์หน้าได้ใช้ พอเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ใช้ไม่ได้ต้องทิ้งแล้วเริ่มใหม่ นอกจากอาสาสมัครแพทย์ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข วิศวกร ยังมีอาชีพโค้ช นักการศึกษา มาช่วย ผมก็ยุให้ทำเรื่องการสอนออนไลน์นักเรียนในโรงเรียนชนบท เราใช้วิธีแตะๆ ชวนๆ ถ้ามีปัญหาก็กลับมาถามเรา
เราชวนกลุ่มสื่อมาทำงานด้วย มองประเด็นในอนาคตให้เห็นภาพ อย่างเรื่องบริจาคเลือด ไม่ใช่ว่าเป็นข่าวครั้งเดียว ต้องมีจังหวะเป็นข่าวช่วยเหลือกันอีก เราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่อธิบายให้สื่อเข้าใจว่า Social distance คืออะไร ทำแล้วได้ผลอย่างไร พอเข้าใจมากขึ้น ก็รู้วิธีการสื่อสาร
หลายคนมาถามว่า อยากให้ช่วยทำอะไร ผมบอกว่า นึกอะไรออกทำไปก่อน อย่างกลุ่มพยาบาล ผมบอกไปว่า อีกสามสี่เดือนข้างหน้ จะเจอเรื่องอะไรในสถานการณ์นี้ เขาก็ไปคิดมาว่าจะทำอะไร
นาทีนี้ต้องหาเป้าหมายใหญ่ร่วมกันให้ได้ก่อน นั่นก็คือ ทำให้คนติดเชื้อในบ้านเราน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเรารู้แล้วว่า ถ้าทำให้คนติดเชื้อแบบอเมริกาและอังกฤษ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนจนและคนแก่เสียชีวิตเยอะ โมเดลที่พวกเขาใช้เป็นแนวคิดที่ว่าใช้ยาแรงแล้วจบเร็ว มีผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่สังคมเราต้องการแบบนั้นไหม
คงไม่มีใครต้องการแบบนั้น แล้วประชาชนจะช่วยอะไรได้บ้าง
หมอเราก็ใจดี รักษาหมดทุกคน ถ้าเราปล่อยให้เป็นแบบนั้น เททรัพยากรทั้งหมด เราก็แย่เหมือนกัน เป้าหมายชัดๆ ของเราคือ ทำอย่างไรให้มีผู้ติดเชื้อน้อยที่สุด ทำอย่างไรไม่ให้ระบบสุขภาพเราพัง และทำอย่างไรไม่ให้คนไทยต้องอยู่ในสภาวะนอนตายหน้าโรงพยาบาล ถ้าเราไม่ต้องการแบบนั้น ช่วยอยู่บ้าน ไม่แพร่เชื้อ ไม่รับเชื้อ
สถานการณ์ตอนนี้ คุณหมอห่วงคนกลุ่มไหนมากที่สุด
คนที่อยู่ฐานล่างของสังคม พวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่พัง เงินรายวันและเงินเดือนหายไปเลย จีนปิดเมืองได้เพราะผลิตอาหารเอง ช่วงล็อคดาวน์ไม่มีข่าวคนจีนไม่มีข้าวกินเลย แต่ละมณฑลมีอาหารสำรองแจกจ่ายกันได้ แต่เมืองไทยไม่ได้เตรียมไว้ เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ฐานล่าง น่าจะลำบากที่สุด วินาทีนี้ คนที่พอมี ก็ควรเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน ผมคิดว่าจะทำให้สังคมไปข้างหน้าได้ ส่วนอีกกลุ่มที่ผมห่วงคือ ผู้สูงวัย ถ้าติดเชื้อจะเสียชีวิตได้ง่าย
จากที่คุณหมออธิบาย การล็อคดาวน์ปิดบ้านเป็นไปได้ยาก ?
ตอนนี้มี 3 โมเดล คือ 1 แบบจีน ล็อคดาวน์แบบเข้มแข็ง 2 แบบอังกฤษและอเมริกา ปล่อยให้มันเป็นไป ตอนนี้เราอยู่โมเดลตรงกลางระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น คือ ปิดบางสถานที่ ผ่อนบางสถานที่ ซึ่งไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี ผมไม่กล้าบอก คนเป็นรัฐบาลก็ตัดสินใจเรื่องนี้ยาก การเลือกทางสายกลางจะหาคนเชียร์ยาก เชียร์มวยยังต้องเลือกข้าง
เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำความเข้าใจเรื่องนี้ดีๆ เราพึ่งรัฐทั้งหมดไม่ได้ คนไทยต้องช่วยกัน ตอนนี้ทำได้ดีระดับหนี่ง เรื่องการมีระยะห่างทางสังคม แต่ถ้าทุกคนช่วยกันในเรื่องเศรษฐกิจ คนที่มีเงินอยู่บ้างและพอจะแบ่งปันได้ ก็จ้างงานให้คนไม่มีเงินทำสวนหรือสร้างอาชีพใหม่ก็ได้
ในอนาคตสังคมไทยจะไปต่ออย่างไร
ถ้าคนที่กอบโกยมั่งมีอยู่คนเดียว แล้วคนที่เหลืออยู่อด ต้องทบทวนใหม่ว่า จะอยู่กันแบบเกื้อกูลแบ่งปันอย่างไร เป็นความท้าทายของผู้คนที่ยังมีอุดมคติ ถ้าเราเปิดประเทศเมื่อไหร่ หากยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม เราไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไรจากวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้







