'วิกฤติเด็กเกิดใหม่' ต่ำสุดรอบ 75 ปี วัยแรงงานหดตัวสะเทือนเศรษฐกิจไทย 

'วิกฤติเด็กเกิดใหม่' ต่ำสุดรอบ 75 ปี วัยแรงงานหดตัวสะเทือนเศรษฐกิจไทย 

“ไทย” เผชิญภาวะ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ครั้งใหญ่ หลังสถิติปี 2568 เผยยอด “เด็กเกิดใหม่” ลดต่ำลงเหลือเพียง 4.16 แสนคน ต่ำสุดในรอบกว่า 7 ทศวรรษ ขณะที่ “ยอดผู้เสียชีวิต” ยังพุ่งสูงกว่ายอดเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

KEY

POINTS

  • “ไทย” เผชิญภาวะ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ครั้งใหญ่ หลังสถิติปี 2568 เผยยอด “เด็กเกิดใหม่” ลดต่ำลงเหลือเพียง 4.16 แสนคน ต่ำสุดในรอบกว่า 7 ทศวรรษ
  • ขณะที่ “ยอดผู้เสียชีวิต” ยังพุ่งสูงกว่ายอดเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซ้ำเติมด้วยภาวะ “อายุยืนแต่สุขภาพแย่”
  • ด้าน “ประธานสมาคมธนาคารไทย” ออกโรงเตือน ภาวะวัยแรงงานหดตัวจะกระทบภาคการคลังอย่างรุนแรง นำไปสู่ปัญหางูกินหางในระบบเศรษฐกิจ

ข้อมูลสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (มท.) รายงาน สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร ในส่วนของการเกิดปี 2568 จำนวน 416,574 คน เป็นเพศชาย 215,035 คน เพศหญิง 201,539 คน ลดลงจากปีก่อนหน้า 1.43 แสนคน อัตราการเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 0.86

เปิด 10 จังหวัดเกิดน้อยที่สุด  

โดย 10 จังหวัดที่มีจำนวนการเกิดน้อยที่สุด ได้แก่ 1.สมุทรสงคราม 598 คน 2.ชัยนาท 986 คน 3.สิงห์บุรี 1,010 คน 4.อ่างทอง 1,148 คน 5.ตราด 1,257 คน 6.ระนอง 1,302 คน 7.พังงา 1,354 คน 8.แพร่ 1,373 คน 9.อุทัยธานี 1,635 คน และ10.อำนาจเจริญ 1,759 คน  

สำหรับ 10 จังหวัดที่จำนวนการเกิดมากที่สุด ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 45,685 คน 2.ชลบุรี 18,061 คน 3.นครราชสีมา 13,775 คน 4.เชียงใหม่ 12,172 คน 5.ตาก 11,283 คน 6.อุบลราชธานี 10,846 คน 7.สงขลา 10,694 คน 8.สมุทรปราการ 10,309 คน 9.ขอนแก่น 9,499 คน และ10.นราธิวาส 9,376 คน

เกิดใหม่ต่ำสุดรอบ 75 ปี

ทั้งนี้ เด็กเกิดใหม่ในปี 2568 เป็นจำนวนที่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยในปี 2493 ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ 525,800 คน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2506 จำนวน 1,020,051 คน เป็นปีแรกที่จำนวนเกิน 1 ล้านคน

ระหว่างปี 2506-2526 เป็นช่วงที่เด็กเกิดใหม่ในไทยมีจำนวนเกิน 1 ล้านคนมาตลอด โดยในปี 2514 จำนวนเกิดสูงสุดอยู่ที่ 1,221,228 คน และนับตั้งแต่ปี 2527 จำนวนเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1 ล้านคน

จากนั้นจำนวนการเกิดลดลงเรื่อยๆ เหลือปีละ 9 แสนคน ,8 แสนคน ,7 แสนคน ,6 แสนคน, 5 แสนคน และตั้งแต่ปี 2567 จำนวนการเกิดไม่ถึง 5 แสนคนเป็นปีแรก โดยสถิติเด็กเกิดใหม่ 10 ปีย้อนหลัง ประกอบด้วย ปี พ.ศ.2558 จำนวน736,352 คน ,ปี 2559 จำนวน 704,058 คน ,ปี 2560 จำนวน 703,003 คน ,ปี 2561 จำนวน 666,366 คน ,ปี 2562 จำนวน 618,205 คน ,ปี 2563 จำนวน 587,368 คน ,ปี 2564 จำนวน 544,570 คน,ปี 2565 จำนวน 502,107 คน,ปี 2566 จำนวน 517,934 คน และปี 2567 จำนวน 462,240 คน

ตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5 

ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อดูสถิติจำนวนการเกิด และการเสียชีวิตในปี 2568 พบว่า การเสียชีวิตจำนวน 559,684 คน เพศชาย 317,868 คน เพศหญิง 241,816 คน นับเป็นจำนวนการเสียชีวิตมากกว่าการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

โดยปีแรกในปี 2564 จำนวนการเกิด 544,570 คน เสียชีวิต 563,650 คน ,ปี 2565 จำนวนการเกิด 502,107 คน เสียชีวิต 595,965 คน , ปี 2566 จำนวนการเกิด 517,934 คน เสียชีวิต 565,992 คน และปี 2567 จำนวนการเกิด 462,240 คน เสียชีวิต 571,646 คน

อายุขัยเพิ่ม มีสุขภาพไม่ดีนานขึ้นด้วย  

ขณะที่ เมื่อพิจารณาอายุขัย (Life span) ของคนไทยอยู่ที่ 77.4 ปี ส่วนอายุขัยสุขภาพ (Health span) หมายถึงจำนวนปีที่บุคคลมีสุขภาพดี และปลอดโรคเรื้อรัง และไม่มีความพิการ อยู่ที่ 67.3 ปี เท่ากับว่าคนไทยมีช่วงปีที่มีสุขภาพไม่ดีเฉลี่ยราว 10 ปี ในช่วงวัยสูงอายุ

อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าปี 2593 ประเทศไทย จะมีอายุขัยเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 81.6 ปี ส่วนอายุขัยสุขภาพเพิ่มไปอยู่ที่ 69.9 ปี ช่องว่างระหว่างอายุขัย และอายุขัยสุขภาพดีเพิ่มเป็น 11.7 ปี เท่ากับคนไทยมีชีวิตนานขึ้น แต่มีสุขภาพไม่ดีนานขึ้นด้วย สะท้อนความจำเป็นในการส่งเสริมด้านการป้องกันโรค และแนวทางการดูแลสู่ประชากรสูงวัยอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging)

“ผยง” เตือนสัญญาณอันตราย ศก.ไทย

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวในงานเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “เขาแจก แต่เราจ่าย… ถึงเวลาประชา (ต้องเลิก) นิยม” จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ว่า ปัจจุบันภาคการคลัง และเศรษฐกิจไทยถือว่าอ่อนแอลงจากในอดีต และปัญหานี้ จะเป็นปัญหาที่เป็นแนวโน้มต่อไปในอนาคต โดยสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ การที่จำประชากรในวัยแรงงาน ที่จะสร้างรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

“คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อเรามีประชากรในวัยแรงงานลดลง และคนเข้าสู่สังคมสูงอายุมากขึ้น เท่ากับเรามีประชากรกลุ่มที่สร้างรายได้ลดน้อยลง ในอนาคตรัฐจะเก็บรายได้จากใครเพื่อมาหล่อเลี้ยงระบบงบประมาณ และนโยบายต่างๆ”

ทั้งนี้ ถ้าเปรียบเทียบขีดความสามารถกับคู่แข่งของไทยหลายประเทศ ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในช่วง ขาลงเนื่องจากโครงสร้างประชากร และรายได้ที่ถดถอย แต่ประเทศคู่แข่งอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ กลับอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งเท่ากับมี “Positive Outlook” 

ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านั้นมีความสามารถในการเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่าไทย เพราะแง่นี้การลดลงของประชากรในกลุ่มสร้างรายได้ ประกอบกับหนี้ที่สูงขึ้น ทำให้ประเทศขาดทรัพยากรสำรองในการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือ (Chock) เช่น ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ หรือวิกฤติการค้าโลกได้ด้วย

นายผยง กล่าวต่อว่า เมื่อกลุ่มประชากรที่สร้างรายได้ลดลง ภาระในการสร้างรายได้เพิ่มตกหนักกับกลุ่มน้อย จากโครงสร้างที่คนเพียง 1% สร้างจีดีพี ถึง 65% เมื่อกลุ่มคนสร้างรายได้โดยรวมลดลง ภาระทางการคลังจะยิ่งไปกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และชนชั้นกลาง (Middle Class) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ปัญหางูกินหาง หรือมะเร็งในระบบเศรษฐกิจได้ในที่สุด

ผ่าแผน สธ.‘หนุนมีบุตร’ วาระแห่งชาติ

สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องเด็กเกิดน้อย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีแนวทางเสนอเรื่อง “ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ” เป็นวาระแห่งชาติ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ยังไม่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

(ร่าง) วาระแห่งชาติ ส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ กำหนดเป้าหมายอัตราการเจริญพันธุ์รวมภายในปี 2570 อยู่ที่ไม่น้อยกว่า 1 และภายในปี 2585 ไม่น้อยกว่า 1.0-1.5 โดยมาตรการสำคัญใน (ร่าง) วาระแห่งชาติ ประกอบด้วย

1.ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีบุตร ด้วยการแก้ไข ปรับปรุง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ,Family Friendly Workplace ,ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดูแล และเลี้ยงบุตร ,สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยอายุ 0-2 ปี

2.เสริมสร้างความรู้ และปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้เห็นว่าทุกการเกิดมีความสำคัญ รวมถึง บทบาทชายหญิง ความรู้ และทัศนคติต่อการสร้างครอบครัวที่มีรูปแบบหลากหลาย

3.ผู้ตัดสินใจมีบุตรได้รับการดูแลอย่างครบวงจร และมีคุณภาพ เช่น การรักษาภาวะมีบุตรยาก ,การเจริญเติบโต และพัฒนาการและการให้คำปรึกษาทางเลือกกรณีท้องไม่พร้อม โดยมีคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพเพื่อพัฒนาประชากร และทุนมนุษย์ มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน

ขณะที่ รายงานข่าวจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า สถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติของไทยที่เจอทั้งสังคมสูงอายุ และภาวะเด็กเกิดใหม่น้อยลง โดยประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ และความมั่นคง ดังนี้

1.การขาดแคลนแรงงาน ที่จะทำให้แรงงานในประเทศจะหายไป 2.ภาระทางสวัสดิการ ที่กลุ่มคนในวัยทำงานต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย และสวัสดิการของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

3.เศรษฐกิจชะงักงัน เมื่อประชากรลดลงทั้งอุปสงค์ และอุปทาน ก็จะลดลงตามไปด้วย ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปได้

4.ความมั่นคงทางการเงินภาครัฐ เมื่อคนทำงานน้อยลง ภาษีที่รัฐจะจัดเก็บได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว 5.ความเปราะบางของสังคม นำไปสู่การล่มสลายของประชากร (Population Collapse) ครอบครัวจะมีความเปราะบาง ระบบสวัสดิการสังคมจะแบกรับไม่ไหว และอนาคตของทุกคนจะเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง

ทั้งนี้ เพื่อหาทางรอดจากวิกฤติซ้อนวิกฤตินี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จัดทำนโยบาย “5x5” ที่ผ่าน ครม.แล้วประกอบด้วย

1.เสริมพลังของคนไปทำงาน สร้างเสริมศักยภาพให้กับกลุ่มวัยทำงาน 2.ดูแลเด็กเล็ก ทำอย่างไรให้เด็กที่มีน้อยแล้วมีคุณภาพมากขึ้น 3.ดูแลผู้สูงอายุ ให้ผู้สูงอายุกลับเข้ามามีส่วนร่วม และมีผลิตภาพ (active/productivity) ใหม่ในสังคม

4.เสริมพลังคนพิการ ให้คนพิการกลับมาเป็นผลิตภาพของสังคม 5.สร้างสังคมที่น่าอยู่ (Ecology) เพื่อจูงใจให้คนรุ่นใหม่นั้นมีครอบครัวและมีบุตร

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์