จากกาฬโรค ถึง 'โควิด-19' เมื่อความรู้ในพิพิธภัณฑ์ของหมู่บ้านเล็กๆ ในอังกฤษ ที่เคยเป็นปราการป้องกันการระบาดของโรคร้ายถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง
ในศตวรรษที่ 17 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบทอันห่างไกลของอังกฤษที่ชื่อว่า 'อีแยม' กักตัวเองอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของกาฬโรค ในตอนนั้นผู้คนล้มตายเพราะ ‘แบล็คเดธ’ หรือมรณะสีดำนี้เป็นจำนวนมาก
ตอนนี้ลูกหลานและคนท้องถิ่นของพวกเขารู้สึกโกรธเคืองมากที่ผู้มาเยือนจำนวนมากไม่สนใจคำเตือนจากรัฐบาลที่สั่งให้อยู่บ้านเพื่อจัดการกับการระบาดของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คร่าชีวิตไปมากกว่า 20,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขสัปดาห์ที่แล้ว
เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มีคนจำนวนมากออกมาเดินรับแดดในอุทยานแห่งชาติพีค ดิสทริค ซึ่งอยู่ตอนกลางของอังกฤษและเดินเข้าไปในหมู่บ้านอีแยมซึ่งมีคนอาศัยอยู่ประมาณ 1,000 คน
แคลร์ รอว์ สมาชิกสภาท้องถิ่นบอกว่า ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุรู้สึกโกรธมากและพยายามบอกให้ผู้มาเยือนหล่านั้นออกจากหมู่บ้านไป
“เราจำเป็นต้องปกป้องหมู่บ้านที่มีจำนวนผู้สูงอายุสูงกว่าสัดส่วนเฉลี่ยของเรา พวกเราทุกคนจำเป็นต้องประพฤติตนอย่างรับผิดชอบ” เธอกล่าวกับเอเอฟพี
การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 600 คนทั่วสหราชอาณาจักรจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของ ‘หมู่บ้านโรคระบาด’ ในอีแยมจึงถูกปิดต่อไปหลังจากพักเบรกฤดูหนาว
โดยปกติแล้ว แต่ละปีจะมีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ราว 30,000 คน แต่กว่าครึ่งหนึ่งของอาสาสมัครที่มาดูแลพิพิธภัณฑ์เป็นคนที่มีอายุมากกว่า 70 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อไวรัสมากที่สุด
ในปี 1665 กาฬโรคจากลอนดอนระบาดมาถึงหมู่บ้านอีแยม ในเขตเดอร์บี้ไชร์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางตอนใต้ประมาณ 250 กิโลเมตร โดยมีหมัดเป็นพาหะติดมากับผ้าที่สั่งเข้ามาโดยช่างตัดเสื้อ
เมื่อมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 คน วิลเลียม มอมเพสซั่น พระอธิการของโบสถ์อีแยม โดยการช่วยเหลือของโธมัส สแตนลีย์ อดีตพระอธิการ จึงช่วยกันโน้มน้าวเหล่าฆราวาสให้เชื่อว่าวิธีเดียวที่จะต่อสู้กับโรคระบาด คือ ‘การปิดหมู่บ้านทั้งหมด’
ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงให้การช่วยเหลือชาวอีแยมเป็นอย่างดี พวกเขาเอาอาหารมาทิ้งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้าน น้ำส้มสายชูซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อชนิดเดียวที่รู้จักกันตอนนั้นถูกนำมาใช้เพื่อให้คนรอดพ้นจากเชื้อโรค
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน บาทหลวงไมค์ กิลเบิร์ต ซึ่งดูแลโบสถ์เซนต์ลอว์เรนซ์ กำลังอยู่ในโหมดแยกตัวจากสังคมเพราะภรรยาของเขาแสดงอาการของคนเป็นโรคโควิด-19
ในระหว่างเกิดโรคระบาด บรรดาฆราวาสได้รวมตัวกันด้านนอกโบสถ์เพื่อสวดมนต์และเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคม ตอนนี้โบสถ์ถูกปิดและย้ายบริการทั้งหมดไปอยู่บนออนไลน์ ในขณะที่บาทหลวงไมค์โพสต์วิดีโอบนเฟซบุคและพูดคุยกับฆราวาสผ่านวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์
บาทหลวงไมค์บอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายศตวรรษที่ผ่านมาซึ่งเป็นยุคก่อนที่เราจะมีการแพทย์และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังผลักดันให้คนท้องถิ่นขานรับมาตรการคุมเข้มดังกล่าว
“มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เพราะเรารู้ว่าแม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะสูง แต่คนส่วนใหญ่ก็รอดชีวิตและกลับมาเริ่มชีวิตใหม่อีกครั้ง และเราก็มีความหวังแบบนั้นเช่นกัน” เขากล่าว
บาทหลวงไมค์บอกว่า คนของเราที่นี่ก็ไม่แตกต่างจากที่อื่น พวกเขามีความกังวลและความกลัว และยังมีความรักและสนับสนุนต่อคนรอบข้าง
“เมื่อเราเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่แย่ที่สุดและสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ” บาทหลวงไมค์กล่าว
ฟรานซีน คลิฟฟอร์ด นักประวัติศาสตร์ประจำหมู่บ้านอีแยมกล่าวว่า ทุกสิ่งที่ชาวบ้านในอดีตตัดสินใจทำตอนสู้กับกาฬโรคนั้นมีประสิทธิภาพมาก
“มันประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องจ่ายด้วยราคาแพง” ฟรานซีนกล่าว
ในช่วง 14 เดือนที่เกิดโรคระบาด มันคร่าชีวิตชาวบ้านราว 260 คนซึ่งเป็นจำนวนที่อาจจะสูงถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนั้นหรือราว 350 - 800 คน แต่เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 1666 โรคระบาดก็หายไป มาตรการการกักกันตัวเองยังป้องกันไม่ให้โรคระบาดแพร่กระจายไปทางตอนเหนือ
โจน แพลนท์ วัย 73 ปี เป็นหนึ่งในทายาทของหนึ่งใน 83 ครอบครัวที่รอดชีวิตจากโรคระบาดเมื่อเกือบ 400 ปีที่แล้ว เธอบอกว่า มันน่าประหลาดใจมากที่ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย
เธอบอกว่า ในขณะที่รัฐบาลอังกฤษประกาศล็อกดาวน์ประเทศเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ร้านค้าที่ขายของหรือบริการอื่นๆ ที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นถูกสั่งปิดทั้งหมด รวมถึงมาตรการห้ามคนรวมตัวกัน ทุกคนจึงควรมองย้อนไปอดีตเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
“ฉันคิดว่าบทเรียนในตอนนี้คือ เราต้องจำไว้ว่าพวกเขาแยกตัวออกจากสังคม ไม่มีใครออกนอกบ้านและก็ไม่มีใครเข้ามาในบ้านด้วย” เธอกล่าว
มาตรการเข้มงวดของรัฐบาลอังกฤษเพื่อสู้ไวรัสโคโรน่าอาจจะมีผลบังคับใช้ไปอีกหลายสัปดาห์หรืออาจจะหลายเดือน ซึ่งโจนบอกว่า ทุกคนควรตระหนักว่ามันคือมาตรการที่ออกมาด้วยเจตนาที่ดีหรือเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
“ฉันรู้ว่ามีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตในอีแยมและนั่นเป็นโศกนาฏกรรมและเรื่องเศร้าจริงๆ แต่จริงๆ แล้วมันช่วยรักษาชุมชนรอบๆ ไว้ได้” เธอกล่าวเสริม
โจนเล่าว่า ในตอนนั้นกาฬโรคไม่ได้แพร่กระจายไปทางตอนเหนือของประเทศ เพราะหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งเมื่อ 350 ปีก่อนได้สร้างความแตกต่างให้กับคนในหมู่บ้าน ดังนั้นมันจึงช่วยหยุดโรคไม่ให้แพร่กระจาย
“ฉันคิดว่านั่นเป็นบทเรียนที่เราต้องเรียนรู้ เทคนิคดังกล่าวใช้งานได้เมื่อ 350 ปีมาแล้ว หากเราลงมือทำในสิ่งที่เรากำลังทำและทำตามที่เราถูกบอกให้ทำ มันจะสำเร็จได้อีกครั้งในปี 2020” โจนกล่าวทิ้งท้าย
ที่มา: สำนักข่าวเอเอฟพี









