แล้งนี้หนักแน่! ไม่ใช่แค่สภาพดินฟ้าอากาศ แต่เนื่องมาจาก 'พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561' ซึ่งไม่แน่ว่าประชาชนอาจต้องจ่ายค่าน้ำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
เสียงบ่น เสียงด่า เกี่ยวกับน้ำมีให้ได้ยินทุกปี ไม่ว่าจะน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย ดูอย่างแล้งนี้ น่าจะสาหัสกว่าปีไหนๆ ในรอบทศวรรษ
ไม่เพียงน้ำเพื่อการเกษตรเท่านั้น น้ำยังต้องกินและต้องใช้ ทางหน่วยงานอย่างสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงดันให้มีกฎหมายชื่อ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ออกมา จนกระทั่งผ่านสภา สนช.ในปี พ.ศ.2561 และมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคม 2562
เหตุผลและความจำเป็นของกฎหมายน้ำนั้น ถือว่าเหมาะสมอยู่ เพราะบ้านเราประสบกับปัญหาเกี่ยวกับน้ำหลายด้าน ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเน่า บางแห่งบางปีก็มีการแย่งชิงน้ำกินน้ำใช้จนกลายเป็นสงครามย่อยๆ ก็มี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน้ำก็มีมากมาย ถือกฎหมายกันคนละฉบับ ก็เลยมั่วกันไปหมด
ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีทั้งหมด 9 หมวด 106 มาตรา ครอบคลุมในเรื่องต่างๆ ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ, สิทธิในน้ำ, องค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ, การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ, ภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม, การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ เป็นต้น
ในกฎหมายฉบับนี้ ได้ระบุถึงการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเป็นสามประเภท ได้แก่ ประเภทแรก การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม และการใช้น้ำในปริมาณเล็กน้อย
ประเภทที่สอง ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และประเภทที่สาม ได้แก่ การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ เพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง โดยการใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สามจะต้องมีการขออนุญาตใช้น้ำ
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้นกฎหมายฉบับนี้ได้ระบุว่า การจัดสรรน้ำของประเทศ ได้คำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศ จารีตประเพณี การบรรเทาสาธารณภัย การคมนาคม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งการจัดลำดับความสำคัญให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนด
หมายความว่าต่อไปนี้ เราท่านจะได้น้ำตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว ชาวบ้านชาวนา แก่เหมือง แก่ฝาย ที่เป็นจารีตประเพณีกันมาตั้งแต่โบราณที่ช่วยกันสร้างกติกาการใช้น้ำในชุมชนร่วมกัน ต่อไปก็จะหมดความหมาย เพราะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กนช. เป็นสำคัญ ความหวังที่อยากเห็นการกระจายอำนาจ กระจายการจัดการสู่ท้องถิ่น ก็พังทลายลงด้วย
เครือข่ายประชาชนเขียนอนาคตประเทศไทย กลุ่มคนที่ได้ศึกษาผลกระทบอันเนื่องมาจากพ.ร.บ.น้ำมาตั้งแต่ต้น พบว่า ปัญหาของพ.ร.บ.น้ำจะเกิดขึ้นเพราะน้ำตกอยู่ในการควบคุมของรัฐ ทั้งน้ำในบรรยากาศ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และน้ำทะเล ขณะเดียวกันจะเกิดการขังน้ำโดยการขังไว้ในอ่าง เขื่อน คลองคอนกรีต ซึ่งทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิในการใช้น้ำได้อย่างอิสระ
ที่สำคัญ การใช้น้ำจะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สัดส่วนภาคประชาชนมีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
แน่นอนว่า การจัดลำดับการใช้น้ำนั้น ต้องมีการอ้างถึง “ยุทธศาสตร์ชาติ” และน่าจะกึ่งๆ บังคับให้ทุกคนเสียสละเพื่อความก้าวหน้าของประเทศ ซึ่งขณะนี้ หลายๆ พื้นที่ก็อยู่ในภาวะ “จำยอม” แบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อย่างที่อำเภอแก่งหางแมว จ.จันทบุรี ทั้งอำเภอมีที่ทำกินประมาณ 500,000 ไร่ จนกระทั่งมีการเกิดขึ้นของโครงการเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก-EEC ได้เวนคืนที่ดินไปทำอ่างเก็บน้ำ 4 อ่าง และพื้นที่ชลประทานอีกกว่า 268,000 ไร่ มีผู้ได้รับผลกระทบเกือบ 10,000 ครัวเรือน และคนเหล่านี้ไม่โอกาสได้ใช้น้ำในอ่างเลย เพราะน้ำจะถูกส่งไปเลี้ยงโครงการ EEC ทั้งหมด
หรือที่ชลบุรี ปัจจุบันแทบไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติเหลืออยู่เลย อ่างเก็บน้ำที่มีอยู่ ก็เป็นเหมือนที่เก็บน้ำจากการระบายทิ้งของโรงงานอุตสาหกรรม จึงเป็นแหล่งน้ำที่ไม่ค่อยมีประโยชน์สำหรับกินหรือใช้มากนัก เมื่อมีโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเกิดขึ้น มีกลุ่มทุนต่างประเทศได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินที่เป็นแหล่งน้ำ โดยไม่มีการทัดทานใดๆ
เหล่านี้เป็นภาพบางส่วนที่เกิดขึ้นแล้วจากผลการบังคับใช้กฎหมายนี้ เพื่อสนองตอบต่อนโยบายของรัฐ โดยที่ประชาชนต้องทำใจยอมรับ
นอกจากนี้ บทบาทของคณะบุคคลที่เรียกว่า ‘คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ’ น่าจะยิ่งใหญ่คับฟ้า เพราะจากนี้ไป กนช.จะจัดระเบียบการใช้น้ำทั้งประเทศ จะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างคลองคอนกรีตทั้งประเทศ
โดนเฉพาะคลองคอนกรีต หรือที่เรียกอีกอย่างว่า คลองดาดคอนกรีต เป็นการทำลายระบบนิเวศน์อย่างคาดไม่ถึง เพราะคลองที่เทคอนกรีตจะไม่มีตะกอนใดๆ เหลืออยู่ ทำให้สัตว์น้ำขาดแหล่งอาหาร น้ำก็จะไม่ซึมออกไปไหน พืชพันธุ์ไม้ที่อยู่ริมคลองก็หมดโอกาสได้ใช้น้ำ
คลองดาดคอนกรีตอาจจะมีประโยชน์ในแง่ของการส่งน้ำไปยังพื้นที่เฉพาะ แต่ถึงอย่างไร การมีคลองแบบนี้ ก็เหมือนทะเลที่ไม่มีแนวปะการัง
ความคาดหวังที่ว่า เมื่อมีพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำขึ้นมาแล้ว จะมีการบริหารทรัพยากรน้ำในทิศทางสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปของสถานการณ์บ้านเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่มีความสมดุลและยั่งยืน หรือช่วยให้ทุกคนมีสิทธิใช้หรือเก็บกักน้ำได้เท่าที่จำเป็นแก่ประโยชน์ในกิจกรรมหรือในที่ดินของตน
ความคาดหวังนี้อาจจะเบี่ยงเบนทิศทางไปไกลเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เพราะภาคประชาชนกลับเห็นว่าในกฎหมายน้ำฉบับนี้ระบุชัดว่าใครจะได้ใช้น้ำก่อนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ต่อไปไม่แน่ว่าประชาชนอาจต้องจ่ายค่าน้ำตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายก็เป็นได้
หากยังยืนยันที่จะไปต่อ “สงคราม” แย่งน้ำอาจจะเกิดขึ้นจริงในไม่ช้า








