‘ปาย’ เหงา...ไร้เงาทัวร์จีน

 ‘ปาย’ เหงา...ไร้เงาทัวร์จีน

ในวันที่ 'นักท่องเที่ยวจีน' บางตา สาเหตุอาจไม่ใช่แค่ 'โคโรนาไวรัส' และผลลัพธ์ก็อาจไม่เป็นลบไปทั้งหมด

ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 : ถนนคนเดิน อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน นักท่องเที่ยวดูบางตาจนน่าใจหาย ที่เห็นเป็นกลุ่มก้อนก็น่าจะเป็นชาติตะวันตก ส่วนคนไทยยังพอมีอยู่บ้างและส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวเอง ...นี่อาจจะเป็นผลอย่างเป็นรูปธรรมจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่เรียกกันตามแหล่งกำเนิดว่า 'ไวรัสอู่ฮั่น’

อย่างที่ทราบกัน นักท่องเที่ยวจีนคือความคาดหวังอันดับต้นๆ ของตัวเลขทางการท่องเที่ยวของไทย โดยเมื่อปีที่แล้ว 2562 ตั้งแต่มกราคมถึงพฤศจิกายน ตัวเลขกลมๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวไทยอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน ในจำนวนนี้อันดับ 1 คือ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนกว่า 10 ล้านคน

แต่หลังจากพบผู้ติดเชื้อ 'ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่' หรือ 'โควิด-19' (Covid-19)  ซึ่งเชื่อว่ามีต้นตอมาจากเมืองอู่ฮั่น และเกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศจีน ขยายวงกว้างไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก จนนำมาซึ่งการประกาศปิดระบบการคมนาคมเข้า-ออกในเมืองอู่ฮั่นและอีกหลายเมืองเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม เป็นต้นมา รวมถึงการยกเลิกกรุ๊ปทัวร์จากจีนทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การหายหน้าไปของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือที่มีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการเดินทาง

มานพ แซ่เจีย นายกสมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 กรุ๊ปทัวร์จากทุกเมืองในจีนที่จะเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่หายไป 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสัดส่วนของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นกรุ๊ปทัวร์ และ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง หรือ FIT (Free Independent Travellers) ซึ่งกลุ่มหลังนี้บางส่วนทยอยเดินทางกลับ และบางส่วนอาจต้องอยู่ในพื้นที่ต่อ

แต่ไม่ว่าจะอยู่หรือจะไป... ล้วนมีผลต่อแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายการเดินทาง

  20200210_๒๐๐๒๑๕_0006

 

  • นักท่องเที่ยวจีนที่หายไป

กว่า 700 โค้งจากเชียงใหม่ สู่เมืองในหุบเขาอย่าง ‘ปาย’ แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมายาวนานในเรื่องความงดงามทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม ย้อนหลังไปสัก 20-30 ปี ที่นี่เป็นสวรรค์ของฝรั่งแบคแพ็คเกอร์ ก่อนจะเข้าสู่ยุคของนักท่องเที่ยวไทยที่หลงใหลในวิถีสโลว์ไลฟ์ และกลายเป็นที่ปักหมุดเช็คอินของนักท่องเที่ยวชาวจีนผู้ตามรอยหนังดังและกระแสการโปรโมทในโลกโซเชียลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“ถ้าเป็นเอเชีย เดิมจีนจะเป็นอันดับหนึ่ง แต่เนื่องจากว่าจีนแพลนมาเที่ยวภาคเหนือ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เขามาตามรอยหนังลอสอินไทยแลนด์ ช่วงนั้นที่นี่เต็มไปด้วยคนจีน ฝรั่งจะหาย แต่ปีนี้ รวมถึงปลายปีที่แล้ว ฝรั่งจะกลับมา แล้วอันดับสองก็เป็นตะวันออกกลาง” อรอนงค์ ตันโสภณ เจ้าของบ้านกุงแกง เดอ ปาย รีสอร์ท เท้าความและว่า ถึงวันนี้ก็ยังมีคนจีนแวะเข้ามาเที่ยวที่รีสอร์ทอยู่บ้าง

“ที่นี่เราให้เกียรติทุกชาตินะคะ ที่ผ่านมาถึงแม้จีนจะเจอโรคระบาด เราก็แค่โพรเท็คตัวเอง แล้วเราก็มั่นใจว่ากว่าเขาจะเข้ามาถึงเมืองปายได้ ก็คงผ่านการสกรีนมาหลายสเต็ปแล้ว ที่น่าสนใจคือคนจีนที่เข้ามาปายส่วนใหญ่ในปีนี้เป็นจีนมาเลเซียค่อนข้างเยอะ จีนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ก็มีบ้าง เมื่อก่อนเขามาเป็นกรุ๊ปใหญ่ๆ แต่ปีนี้จะมาเที่ยวเอง เป็นแฟมิลี่ หรือกลุ่มเพื่อนวัยทำงาน แล้วก็นักศึกษา คนรุ่นใหม่ มักจะมากันไม่เกิน 5 คน เทรนด์จะเป็นแบบนี้ แล้วก็เป็นคนอายุไม่เยอะ”

สอดคล้องกับการตั้งข้อสังเกตดังกล่าว นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนจากมณฑลหูหนานคนหนึ่งเล่าว่า เธอเดินทางมาพร้อมกับครอบครัวรวม 3 คน ออกจากจีนตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม และวางแผนว่าจะกลับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเธอบอกว่ารู้สึกดีกับการต้อนรับของคนไทย และอยากบอกว่าคนจีนไม่ได้มีเชื้อไวรัสโคโรนาทุกคน ส่วนจะสามารถเดินทางกลับประเทศตามที่กำหนดเดิมหรือไม่ คงต้องลุ้นกันอีกที

“จริงๆ แล้วโรคระบาดไม่ได้กระทบกับเราโดยตรง สังเกตว่านักท่องเที่ยวยังคงเข้ามาดูสวนเราเรื่อยๆ แต่ต้องยอมรับว่า เทรนด์ของนักท่องเที่ยวจีนก็เปลี่ยนไป” อรอนงค์ บอก

ไม่ต่างจากความเห็นของเจ้าของร้านเสื้อผ้าที่ถนนคนเดินปาย เธอยืนยันว่านักท่องเที่ยวจีนเริ่มหายไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ในช่วงเดียวกัน ตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงตรุษจีน จะเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนคึกคักมาก แต่ปีนี้แทบไม่มี

“ร้านเราตัดชุดกระโปรงยาวไว้ขายนักท่องเที่ยวจีน เพราะเขาจะใส่แนวนี้ ส่วนฝรั่งจะชอบเสื้อสายเดี่ยว พอคนจีนไม่มา เสื้อผ้าที่ตัดไว้ก็ขายไม่ค่อยได้ นี่ก็ต้องเอามาเซลถูกๆ” เธอตัดพ้อท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกตาไปของถนนคนเดินปาย

 

  20200210_๒๐๐๒๑๕_0004

 

  • ไวรัสส่งผลแค่ชะงักงัน

แม้ว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาจะทำให้เกิดความกังวลว่า การหายไปของนักท่องเที่ยวจีนจะส่งผลต่อตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในบ้านเรา ซึ่งนั่นหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาล และผลกระทบที่เกิดกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในภาพรวม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้มาจากสถานการณ์ล่าสุดเพียงอย่างเดียว หากแต่มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

“ในส่วนของสถานการณ์ท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ช่วงหน้าฝนปีที่แล้วจนถึงหน้าหนาว ได้กระแสตอบรับที่ดี คือมีคนสนใจมาเที่ยวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพิ่งจะเป็นช่วงนี้ที่เกิดกระแสข่าวความวิตกกังวลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่อาจเป็นความกังวลในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเราอยู่ในช่วงเวลาที่กำลังหาทางป้องกันและน่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น” อรรถพล ทวีสุนทร รองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน กล่าวถึงสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ตามตัวเลขที่เรามีการจัดเก็บทุกเดือน มีเดือนพฤศจิกายนเท่านั้นเองที่มีตัวเลขน้อยกว่าปีที่แล้ว แค่ไม่ถึงร้อย แต่ในทางข้อมูลพอออกมาแล้วกราฟมันตก ซึ่งขณะนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในส่วนภาคเหนือทั้งหมดก็มีการประชุมกันที่เชียงใหม่ ว่าสถานการณ์ปัจจุบัน สถิติตัวเลขที่ผ่านมายอดลดลงเป็นประเด็นหนึ่ง และเราจะเตรียมแผนรับมือในอนาคตกับภาวะวิกฤติที่มันเกิดขึ้นอย่างไร”

ในมุมมองของรองผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแม่ฮ่องสอน การลดลงของนักท่องเที่ยวจีนมีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินบาท การกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หรือแม้แต่การจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ครอบคลุม เนื่องจากทุกวันนี้มีตัวเลือกที่พักหลายรูปแบบและจำนวนไม่น้อยไม่ได้อยู่ในระบบฐานข้อมูล

“ก่อนหน้านี้ก็มีในเรื่องของค่าเงินบาทเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลต่อการท่องเที่ยว การที่นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้น ก็เป็นประเด็นหนึ่ง เมืองรองหลายๆ ที่ก็ทำตลาดควบคู่กัน หรืออย่างประเทศรอบๆ บ้านเราก็มีการแข่งขันในเรื่องราคา เรื่องเส้นทางการบินใหม่ๆ นักท่องเที่ยวก็มีทางเลือกมากขึ้น

อย่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเอง ก็พยายามให้ข้อมูล เพื่อลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวให้กระจายไปยังที่อื่นๆ เมืองที่เคยมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากอย่างปาย อาจจะน้อยลงไป แต่ที่อื่นๆ ในแม่ฮ่องสอนมีคนเดินทางไปมากขึ้น ภาพรวมตัวเลขก็เลยไม่ได้ลดลงมาก”

ในส่วนของนักท่องเที่ยวจีน อรรถพลมองว่ามีการกระจายตัวค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการประชาสัมพันธ์เมืองรองต่างๆ ทางโซเชียลเน็ตเวิร์คของจีน ทำให้มีเดสติเนชั่นใหม่ๆ มากขึ้น “...ต้องยอมรับว่าปายเนี่ยเป็นที่รู้จักมาค่อนข้างนาน คนที่เคยมาปายเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้อาจไม่มาซ้ำ อาจจะเว้นไปก่อน”

สำหรับสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น เขามองว่าน่าจะเป็นภาวะชะงักงันในช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งไม่ได้เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียวเท่านั้น

“ต้องเข้าใจว่าเมืองปายต้องอาศัยเมืองหลักอย่างเชียงใหม่เดินทางเชื่อมโยง เนื่องจากใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก ต้องตั้งใจมาจริงๆ และมีเวลาในการเดินทางค่อนข้างเยอะ หยุดแค่วันเดียวไม่พอ ก็เลยมีความเข้าใจว่า ถ้าเกิดเมืองหลักได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองปายเลี่ยงไม่ได้แน่นอน”

ที่ผ่านมาตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนในเมืองปายแม้จะไม่ใช่ช่วงขาขึ้นเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่ถึงกับลดลงฮวบฮาบ สัดส่วนระหว่างคนไทยกับต่างชาติ คือ 30 : 70 ในจำนวนชาวต่างชาติที่นิยมมาปาย มีทั้งจีนและยุโรป โดยนักท่องเที่ยวจีนจะมีทั้งที่เดินทางมากับทัวร์ และเดินทางเอง (FIT) อัตราการพักเฉลี่ยของจีนจะอยู่ที่ 1-2 คืน

“แม่ฮ่องสอน นักท่องเที่ยวทั้งหมดต่อปีประมาณ 1 ล้านคน สัดส่วนที่ปายอาจจะเยอะหน่อย รายได้รวมประมาณ 5 พันล้านบาทต่อปี การใช้จ่ายต่อคนต่อวันที่ปาย ประมาณ 1500 บาท ถ้าเทียบกับเมืองหลักๆ จะไม่เยอะเท่าไหร่ เนื่องจากธุรกิจบริการเราราคาไม่สูงมาก อาหารการกินก็ไม่แพง”

ปายในวันนี้จึงยังไม่ถึงกับหมดแรงดึงดูดทางการท่องเที่ยว แต่จำเป็นต้องรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงต้องปรับตัวตามสถานการณ์ให้ได้ โดยเฉพาะกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกให้ความสำคัญ แม้จะไม่มีกรณีของไวรัสโคโรนา เมืองใหญ่ๆ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากก็ต้องตระหนักในเรื่องสุขอนามัยอยู่แล้ว

“ไม่เฉพาะไวรัสตัวนี้ตัวเดียว ในภาวะอื่นๆ คนมาเยอะ ติดต่อปฏิสัมพันธ์กันเยอะก็ต้องมีความระมัดระวังอยู่แล้ว” อรรถพล กล่าวทิ้งท้าย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเกิดขึ้นเพียงสั้นๆ

เช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่เคยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่า..จีน ยุโรป หรือชาติไหนก็ตาม การหายไปชั่วคราวของนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา อาจไม่น่ากังวลเท่าการหายไปอย่างถาวรจากความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวและการไร้ประสิทธิภาพในการจัดการ ดังนั้น หากใช้วิกฤตินี้เพิ่มมาตรการในการดูแลทั้งนักท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ ย่อมเป็นโอกาสของไทยในระยะยาว