วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

หนุนภาคธุรกิจนำหลัก EPR สร้างบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

หนุนภาคธุรกิจนำหลัก EPR สร้างบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ปี 2564 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีการส่งเสริมเรื่องการนำหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) มาใช้เพื่อจัดการบรรจุภัณฑ์หลังจากใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่ ตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

"PackBack Project…เก็บกลับบรรจุภัณฑ์เพื่อวันที่ยั่งยืน" นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะทดลองใช้เครื่องมือ EPR ในการจัดการกับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วประเภทต่างๆ ทั้งแก้ว กระดาษ กระป๋องอลูมิเนียม และพลาสติกโดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน

  • ไทยเริ่มหนุนหลักการ "EPR" จัดการบรรจุภัณฑ์

วันนี้ (24 พ.ค.2565) กรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับ TIPMSE จัดสัมมนา “EPR ทางรอดของธุรกิจไทย และการมุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน”

นายอรรถพล เจริญชันษา  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ตอนหนึ่งว่า EPR เป็นหลักการที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตในทุกช่วงของวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ กระจายสินค้า​ การรับคืน การเก็บรวบรวม การใช้ซ้ำ การนำกลับมาใช้ใหม่ และการบำบัด ซึ่งอยากให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มภาคเอกชน ได้นำหลักการ  EPR มาใช้ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ โดยคำนึงถึงการรับคืน การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล และการกำจัด

“ขณะนี้ในประเทศไทย การจัดการขยะ มีปัญหาและอุปสรรคค่อนข้างมาก เช่น พื้นที่เกาะสมุย  หรือเกาะหลีเป๊ะ ไม่สามารถกำจัดขยะในพื้นที่ของตัวเองได้ เนื่องจากไม่มีแหล่งกำจัดขยะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการพื้นที่ งบประมาณ และความคุ้มทุนในการสร้างโรงกำจัดขยะ หรือเตาเผา รวมถึงความไม่ต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่สามารถยอมรับเทคโนโลยีในการจัดการขยะได้”นายอรรถพล กล่าว

 การนำหลัก EPR มาใช้ จะเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่จะช่วยชุมชนท้องถิ่นในการจัดการขยะได้อย่างคุ้มค่า และไม่สูญเสียงบประมาณ แต่ทั้งนี้ ต้องมีการสร้างความเข้าใจ และเริ่มโดยผู้ผลิต และผู้บริโภคที่ร่วมกันสร้างวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก

 

  • EPR โอกาส และทางรอดภาคธุรกิจ

ที่ผ่านมา ไทยได้มีการคณะกรรมการในการขับเคลื่อนจัดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน  ซึ่งในส่วนของกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมี 32 องค์กรเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อกำหนดแนวทางและเสนอกลไกด้านเศรษฐศาสตร์ พัฒนากฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

นายโฆษิต สุขสิงห์ รองประธานสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) กล่าวว่าTIPMSE เป็นตัวแทนของภาคเอกชนที่ได้ร่วมตัวกัน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สภาอุตสาหกรรม ในเรื่องการจัดการบรรจุภัณฑ์คำนึงต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดขยะจำนวนมาก

TIPMSE มีบทบาทหลักในการส่งเสริม จัดการบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีการนำหลัก  EPR เข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดสังคมรีไซเคิลในประเทศไทย และตอบรับนโยบายในเรื่องภาครัฐทั้งการจัดการเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเป็นพลเมืองที่ดีของโลกนายโฆษิต กล่าว

"TIPMSE" มีตัวแทนผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน ซึ่งทุกองค์กรต่างตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เน้นย้ำแนวทางในการปฎิบัติภายใต้กรอบ การมีส่วนร่วมของคนทุกฝ่ายตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การกระจาย และการจัดจำหน่าย การกำจัด แนวทางในการดำเนินการของภาคเอกชน 

รวมถึงการสร้างความตระหนักของผลกระทบที่มีจากบรรจุภัณฑ์ที่เกิดจากการบริโภค และสร้างการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคให้ตระหนัก การบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ดึงต้นทุน หรือพลังงานที่ไม่จำเป็นในสังคม 

 

 

  • ภาคธุรกิจเตรียมพร้อมรับมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ในต่างประเทศ 

นายจิรัตถ์  อิศรางกูร ณ อยุธยา นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านเจรจาการค้าภูมิภาค กล่าวว่าการทำการค้าระหว่างประเทศจะมีมาตรการด้านบรรจุภัณฑ์ในต่างประเทศ ซึ่งการกำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ย่อมมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีการกำหนดในประเทศที่ 3 แต่กลุ่มสหภาพยุโรป เป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญในการจัดการสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูง 

"คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่เอกสารข้อเสนอการพัฒนากรอบกฎหมายใหม่ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน(Sustainable Products Initiative: SPI) ตามแผนการหมุนเวียนเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป-ครอบคลุมเรื่องการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเช่นออกแบบบรรจุภัณฑ์(Eco-Design) พลาสติกและการจัดการกับขยะ เป็นต้น" นายจิรัตถ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปมีความตั้งใจจะทบทวนPackaging and Packaging Waste Directiveเพื่อให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดในตลาดสหภาพยุโรปสามารถนามาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ภายในปี2030 และทำให้ข้อกำหนดที่สำคัญของบรรจุภัณฑ์(Essential Requirement) เข้มงวดขึ้น โดยมุ่งเน้น 

  • การลดปริมาณการการใช้บรรจุภัณฑ์และขยะจากบรรจุภัณฑ์
  • การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ฉลากสำหรับการคัดแยกขยะ
  • การออกระเบียบสำหรับการใช้พลาสติกรีไซเคิลที่ปลอดภัยต่อการบริโภค
  • การเพิ่มคุณภาพน้ำจากก๊อกน้ำให้สามารถดื่มได้เพื่อลดการใช้ขวดพลาสติก
  • การห้ามใช้วัสดุบางประเภทโดยเฉพาะเมื่อมีวัสดุทางเลือกอื่นๆหรือให้สามารถส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภคโดยไม่ต้องใส่บรรจุภัณฑ์

 

  • ผลกระทบหากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว

นายจิรัตถ์ กล่าวต่อไปว่าผู้ผลิตต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องกระบวนการจัดการขยะ และปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้เป็นจุดขาย เป็น     เทรนด์ที่ผู้บริโภค และต่างประเทศให้ความสนใจมากขึ้น ซึ่งกฎระเบียบในปัจจุบัน ไม่ได้มีมิติด้านนี้รองรับ

"ภาคธุรกิจต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และต้องคำนึงกระบวนการรีไซเคิลในส่วนของบรรจุภัณฑ์ให้กลับมาใช้ได้ และมาตรการต่างๆ ซึ่งอาจเป็นภาระต้นทุนของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ แต่ถ้าปฎิบัติได้ดี จะเป็นภาพลักษณ์ ภูมิคุ้มกัน และจุดขายที่จะทำให้ได้เปรียบทางการค้ากับประเทศต่างๆ รวมถึงภาครัฐและเอกชน ควรมีการสื่อสารสองทางอย่างใกล้ชิดในการทำงาน"นายจิรัตถ์ กล่าว

แม้ EPR  ไม่ได้ขยายเกี่ยวกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่ 3 แต่มุมมองของ EU อยากให้เกิดความเท่าเทียมสินค้าที่จะเกิดในประเทศและสินค้าจากผู้ผลิตในต่างประเทศ  ดังนั้น หลักการของ EPR ผู้ผลิตต้องมีส่วนร่วมในการทำลาย หรือรีไซเคิลขยะ หรือบรรจุภัณฑ์ร่วมด้วย ซึ่งเมื่อ EU ออกนโยบายใหม่ๆ ที่ผ่านมามีกองทุนในการสนับสนุนเพื่อการปรับตัวของผู้ผลิต  และมีการประกาศนโยบายล่วงหน้า

  • EPR ช่วยภาคธุรกิจบรรจุภัณฑ์เติบโตได้

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า EPR เป็นหลักการทางนโยบายที่ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตไปยังช่วงต่าง ๆ ของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ของบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นการรับคืน การรีไซเคิล และการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ 

การจัดการ EPR เริ่มตั้งแต่การออกแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ให้สามารถใช้ซ้ำ หรือรีไซเคิลได้ โดยขณะนี้ประเทศพัฒนาแล้ว และในกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าง สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย มีการดำเนินการเรื่องนี้แล้ว 

"เป้าหมายของ EPR มี 2ด้าน คือการเปลี่ยนแปลงการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้น และการปรับปรุงการจัดการที่ปลายน้ำ เพื่อลดปัญหาการทิ้งขยะที่ไม่เป็นที่ เพิ่มอัตราการเก็บรวบรวมและนำกลับมาใช้ประโยชน์ ดังนั้น หากภาคธุรกิจให้ความสำคัญในการนำหลักการ EPR มาใช้ จะช่วย ลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปกำจัดเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และช่วยลดภาระงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะมูลฝอยลงรวมถึง เป็นการช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการกำจัดขยะด้วย" ดร.สุจิตรา กล่าว