“บิวท์ ทู บิวด์” หนึ่งในบริษัทรับสร้างบ้านภายใต้การบริหาร“สุธี เกตุศิริ” ในฐานะเอ็มดี ซึ่งได้พาองค์กรผ่านวิกฤติพร้อมปรับตัวในยุคหลังโควิด-19 ระบุว่าแลนด์สเคปธุรกิจรับสร้างบ้านเปลี่ยน ชี้หมดยุครับเหมาตีหัวเข้าบ้านลูกค้ายอมจ่ายให้มืออาชีพ
“สุธี เกตุศิริ”กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวท์ ทู บิวด์ จำกัด ฉายภาพธุรกิจรับสร้างบ้าน ว่า หลังโควิด-19แลนด์สเคปของธุรกิจรับสร้างบ้านต่อจากนี้เปลี่ยนไปจากเดิม ผู้ประกอบการในธุรกิจต้องเร่งปรับสร้างบ้านปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มิเช่นนั้นลำบากไม่สามารถแข่งขันหรือยู่รอดได้ต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป กลุ่มลูกค้ามีความรู้ในการสร้างบ้านมากขึ้น
“จากเดิมนิยมจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน เปลี่ยนมาใช้บริการบริษัทรับสร้างบ้านในสมาคมรับสร้างบ้านมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงานและบ้านเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดโดยยอมจ่ายเพิ่มขึ้น 5-15% ”
ดังนั้นผู้ประกอบการรับสร้างบ้านต้องทำการบ้านมากขึ้นแสดงความเป็นมืออาชีพในให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าและสร้างความพึงพอใจให้ได้ตามสัญญา เพราะยุคนี้การสื่อสารผ่านโซเซียลมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าและภาพลักษณ์ขององค์หากเกิดปัญหากับลูกค้า
สุธี ประเมินว่า ตลาดรับสร้างบ้านในปี 2566 ฟื้นตัวเมื่อเทียบกับปี2564 คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยจีดีพีอยู่ที่ 3-3.5% ซึ่งแต่ละธุรกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมเติบโตมาก ขณะที่ธุรกิจรับสร้างบ้านเติบโต 5-7% อย่างไรก็ตามยังคงต้องระมัดระวังเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ ที่ส่งผลกระทบต่อดอกเบี้ย ต้นทุนการก่อสร้าง กำลังซื้อของลูกค้า
" จากประสบการณ์สอนให้เรารู้ว่า การรับงานจำนวนมากเกินกำลังส่งผลเสียในระยะยาวเพราะทำให้ไม่สามารถส่งมอบได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ยิ่งในช่วงเวลานี้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานกลายเป็นปัญหาใหญ่ในวงการก่อสร้าง ทำให้บางบริษัทต้องปิดตัวลง"
สุธี กล่าวว่า ผลจากโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้รับเหมาขนาดกลางและเล็กลำบากเพราะลูกค้าเข้ามาใช้บริหารลดลง กระแสเงินสดน้อย ส่งผลให้ต้องเข้ามาอยู่ร่วมกับบริษัทรับสร้างบ้านเพื่อความอยู่รอด ทว่า 3 ปีที่ผ่านมาช่วงโควิด-19 ผลประกอบการของบิวท์ ทู บิวด์ กลับเติบโตสวนกระแสตลาดรับสร้างบ้านที่ชะลอตัว
ทั้งนี้เนื่องจาก บริษัทได้วางแผนการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง มีกระแสเงินสดรองรับ งานก่อสร้างมีคุณภาพ สามารถส่งมอบตามกำหนด ความน่าเชื่อของแบรนด์ “บิวท์ ทู บิวด์ ”ที่ก่อตั้งโดยกอบชัย ซอโสตถิกุล รวมถึงกิจกรรมทางการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ส่งผลให้ยอดจองสร้างบ้านเพิ่มขึ้น จากปี 2563 อยู่ที่ 700 ล้านบาทในปี 2564 มียอดจองบ้าน 1,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2565 มียอดจอง1,100 ล้านบาทจากตั้งเป้าที่วางไว้1,000 ล้านบาทและในปี 2566 ตั้งเป้ายอดจองไว้1,200 ล้านบาท
สำหรับแผนในปีนี้ บริษัทเน้นกลุ่มลูกค้าในกรุงเทพฯ -ปริมณฑล ภายใต้3แบรนด์ได้แก่สมอลล์เฮาส์บิวเดอร์รับสร้างบ้านราคาตั้งแต่ 2-8 ล้านบาทมีเป็นสัดส่วน 40% บางกอกเฮ้าส์บิวเดอร์ รับสร้างบ้านราคาตั้งแต่8-20ล้านบาทมีสัดส่วน40%และบิวท์ ทู บิวด์ รับสร้างบ้านราคาตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป มีสัดส่วน 20%









