วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

บุหรี่ไฟฟ้า อีกหนึ่งเพชฌาตยุค 4.0

 

ขณะที่วิจัยระดับโลก กำลังพบความจริงล่าสุด ว่า “สูบบุหรี่ไฟฟ้า” คืออีกสาเหตุความเสี่ยงเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบสูงขึ้น 71%, โรคหัวใจวายเฉียบพลันสูงขึ้น 59%, กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น 40% ที่สำคัญยังพบอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดาในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้นเป็น 2 เท่า

แต่การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในหมู่เยาวชน ก็กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเกือบทุกประเทศทั่วโลกในวันนี้เช่นกัน เนื่องจากเยาวชนมองว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ดึงดูดใจทั้งรูปแบบผลิตภัณฑ์และการตลาด และความเข้าใจผิดที่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีโทษหรือไม่ก่อให้เกิดการเสพติดแบบบุหรี่มวนทั่ว ๆ ไป

 

ทัศนะ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ในมุมมองเยาวชน

ไม่นานมานี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนแห่งสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (Youth Poll) ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) แถลงข่าวเปิดผลสำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนต่อเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย กระตุ้นทุกภาคส่วนเร่งรณรงค์สร้างความตระหนักรู้โทษและภัยของบุหรี่ไฟฟ้าให้มากขึ้น

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยว่า เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมาศูนย์ควบคุมโรค ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยถึงการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนว่าเป็น ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (public health emergency) โดยสำรวจพบว่าวัยรุ่น และกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย ที่ไม่เคยสูบมาก่อน หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากถึง 3.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 900 เปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลา 4 ปี

ทั้งนี้ บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าที่มีการเริ่มจำหน่ายมากว่า 10 ปี แต่ในบางประเทศก็เพิ่งจะเริ่มนำมาจำหน่ายเมื่อไม่กี่ปีแต่กลับกลายเป็นสินค้าที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถเข้าถึงเด็ก และเยาวชนได้ทุกกลุ่มโดยอาศัยรูปลักษณ์ที่มีความทันสมัย และความเข้าใจผิดของเด็กว่าไม่มีโทษหรือไม่ก่อให้เกิดการเสพติดแบบบุหรี่ทั่ว ๆ ไป ซึ่งเรื่องนี้ทุกภาคส่วนยังคงต้องมีการรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้กับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะผ่านสื่อออนไลน์ เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะมีการออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งการห้ามนำเข้า จำหน่าย และสูบ แต่ด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ก้าวหน้าทำให้ยังพบว่ามีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในช่องทางออนไลน์จำนวนมาก

An Inconvenient Truth

มาที่ พชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็นเด็กและเยาวชนฯ (Youth Poll) เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจผลสำรวจความคิดเห็นของเด็กและเยาวชนต่อเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเด็กและเยาวชน อายุระหว่าง 15 – 25 ปี จำนวน 1,647 คน จากทั่วประเทศพบว่า 39.8 เข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่แบบธรรมดาได้ และร้อยละ 76.9 ได้รับข้อมูลที่บิดเบือนจากสื่อสังคมออนไลน์ อีกทั้งยังพบอีกว่ามีผู้ประกอบการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งผิดกฎหมายในประเทศไทยตามสถานที่ต่าง ๆ และในสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก โดยจากแบบสอบถามพบว่ามีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ร้อยละ 80.8 ตลาดนัดกลางคืน ร้อยละ 39.2 เพื่อนหรือคนใกล้ชิดร้อยละ 31.3

“อีกหนึ่งผลสำรวจที่น่าสนใจคือ เยาวชนเพียงร้อยละ 16.8 เท่านั้นที่สนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ถูกกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าเยาวชนไทยส่วนใหญ่เข้าใจและตระหนักถึงผลเสียของการสูบบุหรี่ และสะท้อนให้เห็นถึงผลของการรณรงค์ที่เข้มแข็งของภาคส่วนต่าง ๆ ที่แม้ว่าจะไม่สามารถลดจำนวนผู้สูบได้ในจำนวนมาก แต่ก็สามารถสร้างการรับรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งสถาบันยุวทัศน์ในฐานะที่เป็นองค์กรที่สามารถสื่อสารกับเยาวชนได้โดยตรง จะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เยาวชนไทยห่างไกลจากบุหรี่ และอบายมุขทุกชนิดอย่างเต็มที่” พชรพรรษ์ กล่าว

ทางด้าน ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย) คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากผลสำรวจที่ทางสถาบันยุวทัศน์ได้นำเสนอ ยิ่งสะท้อนว่าการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนำไปสู่ความเชื่อที่ผิด ที่สร้างแรงจูงใจให้เยาวชนไทยหันไปสนใจสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยในประเทศไทยพบนักเรียนมัธยมศึกษาสูบบุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 30.5 และนักศึกษากว่าร้อยละ 61 สูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่ง 4 ความเชื่อผิดของวัยรุ่นไทยกับบุหรี่ไฟฟ้า คือ 1.มีกลิ่นหอม 2.ปลอดภัย 3.ทันสมัย และ4.ทำให้ไม่เสพติด

 

บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยเลิกบุหรี่ได้

ดร.พญ.เริงฤดี ให้ข้อมูลต่อว่า ผลจากกงานวิจัยทั่วโลกชี้ว่า “บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยเลิกบุหรี่ได้” แต่กลับทำให้เพิ่มอัตราของคนที่สูบเพิ่มขึ้น และมีสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจำนวนมากที่ไม่ใช่เพียงแค่สารนิโคตินเพียงอย่างเดียว ซึ่งในบุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่ง (ชนิดใช้แล้วทิ้ง) มีนิโคตินเท่ากับบุหรี่ 1 ซอง ซึ่งถือว่าอันตรายมาก และมีสารก่อมะเร็ง โลหะหนักสารอินทรีย์ที่ระเหยง่าย และสารแต่งเติมรสและกลิ่น โดยสารเหล่านี้มีผลกระทบต่อร่างกาย เช่น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมองของเด็กผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคปอดอักเสบ ภูมิคุ้มภัยบกพร่อง ไตวาย โรคมะเร็ง โรคตับ เป็นต้น

ดร.พญ.เริงฤดี ยังกล่าวถึง รายงานวิจัยใหม่โดย Dr. Paul M Ndunda และ Dr. Tabitha M Muutu แห่งคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เปิดเผยในงานประชุมวิชาการโรคหลอดเลือดสมองระดับนานาชาติ (the American Stroke Association’s International Stroke Conference 2019) พบความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ สูบบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบสูงขึ้น 71% โรคหัวใจวายเฉียบพลันสูงขึ้น 59% กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น 40% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่

โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ใช้ข้อมูลสำรวจพฤติกรรมด้านสุขภาพขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่มีกลุ่มผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 66,795 คนเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 343,856 คน ซึ่งจากผลวิจัยนี้ Dr. Ndunda แนะนำว่าคนไม่สูบบุหรี่ไม่ควรทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า สำหรับคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าอยู่ควรพิจารณาเลิกสูบ และหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อต้องการเลิกสูบบุหรี่มวนควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีที่ปลอดภัยมากกว่าซึ่งปัจจุบัน FDA ยังไม่อนุมัติให้บุหรี่ไฟฟ้าใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยเลิกบุหรี่

 

แพทย์เตือน บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายกว่า PM 2.5!

ดร.พญ.เริงฤดี ยังได้เปิดเผยงานวิจัยของ Dr. Paul Melstrom และคณะจาก CDC ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำการทดลองในห้องปิดขนาด 52.6 ตร.ม. โดยในห้องมีคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า 3 คนนั่งปนกับคนไม่สูบบุหรี่ 6 คน และให้คนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเวลา 2 ชม. จากนั้นทำการวัดค่า PM 2.5 และฝุ่นขนาดที่เล็กกว่า (ultrafine particle) รวมทั้งปริมาณนิโคตินในอากาศ เสื้อผ้าและผนังห้อง การศึกษาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าประเภทเป็น tank เติมน้ำยา จะก่อให้เกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 ในห้องดังกล่าว สูงสุดถึง 19,972 มคก./มล. (โดยค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ทดลองเท่ากับ 1,454 มคก. /มล.) ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าประเภทแท่งแบบใช้ครั้งเดียว หรือ disposable e-cigarettes ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM 2.5 สูงสุดถึง 19,961 มคก./มล. (โดยค่าเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ทดลองเท่ากับ 788 มคก. /มล.) นอกจากนี้ยังพบบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินสูง ตรวจพบปริมาณนิโคตินในกลุ่มที่ไม่ได้สูบบุหรี่ที่อยู่ในห้องขณะที่มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้นเกือบ 180 เท่าจากค่าปกติก่อนเริ่มทดลอง และพบสารนิโคตินตกค้างตามผนังห้อง พื้นห้อง ประตู หลังจากสูบบุหรี่ไฟฟ้าเสร็จแล้ว สูงขึ้นกว่า 10 เท่าเทียบกับก่อนมีการสูบ จากข้อมูลที่ได้พิสูจน์ถึงอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อตัวผู้สูบเองและคนรอบข้าง ย้ำวัยรุ่นไม่ควรทดลอง คนที่สูบอยู่แล้วควรจะเลิกเพื่อสุขภาพที่ดี และบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ทางเลือกของการเลิกบุหรี่

 “ควันของบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างเช่นเดียวกันกับบุหรี่มวน โดยมีผลวิจัยต่างประเทศได้ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างและตรวจพบว่า คนที่ไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าแต่อยู่ในห้องเดียวกับคนสูบมีสารพิษจากควันบุหรี่ตกค้างในปัสสาวะในปริมาณที่สูง ดังนั้นกลิ่นที่หอมของบุหรี่ไฟฟ้าก็ซ่อนอันตรายที่ไม่ต่างจากบุหรี่ทั่วไป” ดร.พญ.เริงฤดี กล่าวทิ้งท้าย

 

ข้อมูลอ้างอิง: Paul Melstrom, et. al. (2017). Measuring PM2.5, Ultrafine Particles, Nicotine Air and Wipe Samples Following the Use of Electronic Cigarettes. Nicotine & Tobacco Research, 1055-1061.

Paul M Ndunda & Tabitha M Muutu. (2019). Electronic Cigarette Use is Associated with a Higher Risk of Stroke. the American Stroke Association’s International Stroke Conference 2019. https://newsroom.heart.org/news/e-cigarettes-linked-to-higher-risk-of-stroke-heart-attack-diseased-arteries

บุหรี่ไฟฟ้า  อีกหนึ่งเพชฌาตยุค 4.0

บุหรี่ไฟฟ้า  อีกหนึ่งเพชฌาตยุค 4.0

บุหรี่ไฟฟ้า  อีกหนึ่งเพชฌาตยุค 4.0

บุหรี่ไฟฟ้า  อีกหนึ่งเพชฌาตยุค 4.0

บุหรี่ไฟฟ้า  อีกหนึ่งเพชฌาตยุค 4.0