เย็นค่ำเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา มีกิจกรรมชื่อแปลกที่เรียกว่า “เดินกาแฟ” ณ บริเวณศาลหลักเมืองจังหวัดขอนแก่น
“เดินกาแฟ” คือศัพท์ที่คนทำงานประชาสังคมต่างรู้กันดีว่า แท้จริงแล้ว หมายถึงกิจกรรมการลงพื้นที่เพื่อไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องคนไร้บ้านตามสวนสาธารณะ หรือสถานที่ต่างๆ ที่เหล่าเพื่อนพ้องพี่น้องคนไร้บ้านมารวมตัวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
นอกจากจะมีของฝากเป็นอาหารและข้าวของเครื่องใช้ติดไม้ติดมือเป็นน้ำใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อกันแล้ว นัยสำคัญของกิจกรรมนี้ยังแฝงด้วยการติดตาม สำรวจ และรับฟังปัญหาคนไร้บ้านในพื้นที่ เพื่อนำมาสู่แนวทางในการช่วยเหลือพี่น้องคนไร้บ้านอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
“จริงๆ เราเคยพาพี่น้องคนไร้บ้านกลับไปเยี่ยมครอบครัว 4-5 ราย เพราะเราอยากรู้ปัญหาแท้จริง และคืนเขากลับสู่ครอบครัว ก็ไปเจอว่าบางที่ที่เราพาไป ถ้าเป็นเราเองก็คงอยู่ยาก เพราะเต็มไปด้วยปัญหา มีแต่การใช้คำพูดที่ดูถูก ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งสำคัญการสร้างระบบรองรับและการป้องกัน ในช่วงก่อนที่เขาจะหลุดก้าวมาสู่โลกคนไร้บ้าน ไม่ว่าจะเป็นฐานครอบครัวหรือชุมชนที่เขาอยู่อาศัย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก” ณัฐวุฒิ กรมภักดี ผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ให้ข้อมูล
เขาเล่าว่าจากตัวเลขคนไร้บ้านในจังหวัดขอนแก่นจะมีราวๆ 130-140 คน จะมีที่เข้ามาร่วมเป็น “เครือข่ายกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน” ประมาณ 50-60 คน ส่วนคนที่เหลือยังหลบมุม ไปๆมาๆ ไม่มีที่อยู่แน่นอน
“ถ้าถามว่าสิ่งที่คนไร้บ้านต้องการคืออะไร เท่าที่เราสำรวจพบในพื้นที่ขอนแก่น คนไร้บ้านส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึงเรื่องอยากมีบ้านเท่าไหร่นะ แต่สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการมีรายได้ที่ต่อเนื่องมั่นคง สามารถเลี้ยงตัวเองได้”
แม้คนภายนอกมักมองภาพว่า คนไร้บ้านไม่ได้ทำงานอะไร แต่ณัฐวุฒิยืนยันว่าจริงๆ แล้วทุกคนต่างดิ้นรนชีวิตเพื่อความอยู่รอด และมีงานทำไม่ต่างกับคนทั่วไปแบบเราๆ นี่เอง
“แต่งานที่เขาทำมันไม่ได้ทำให้เขามีรายได้ประจำที่มั่นคงเท่าไง อย่างเช่น งานรับจ้าง บางวันก็ได้ บางวันก็ไม่ได้เลย ถ้าเป็นคนที่ลุกขึ้นมาได้หน่อย หรือคนที่เป็นแกนนำแล้ว เขาอาจมีรายได้ที่ดีขึ้น แต่เชื่อไหมมันก็ยังไม่มากพอสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ดี”
ณัฐวุฒิเล่าต่อถึงกรณี “พี่แมกซ์” ชายที่ถูกสังคมตีตราว่าไร้บ้าน แต่กิจวัตรประจำวันของเขาคือการตื่นตีสามตระเวนเข็นรถขายของทั่วขอนแก่น แต่รายได้ที่ได้รับก็ยังไม่พอสำหรับการใช้ชีวิตแบบคนอื่นทั่วไป
“ถึงจะทำค้าขายขนาดนี้ แกก็ยังมีรายได้แค่พอจะเช่าบ้านได้เดือนละ 300 บาทเท่านั้น สิ่งนี้มันสะท้อนเลยว่า พวกเขาไม่ได้ไม่ขยันนะ แต่ช่องทางทำมาหากินมันไม่ได้เอื้อมาถึงพวกเขา”
อีกปัญหาสำคัญที่คนไร้บ้านส่วนใหญ่ต้องเผชิญ คือปัญหาเรื่องคือสิทธิ์และสวัสดิการต่างๆ ที่ควรได้รับ ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เช่น สิทธิในการรักษาพยาบาล ที่วันนี้คนไร้บ้านจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหา “คนไร้สิทธิ์” เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันสิทธิความเป็นคนไทยเหมือนคนอื่นๆ เช่น ไม่มีบัตรประชาชน ทำให้ต้องสุดท้ายเขาต้องพึ่งพาระบบสังคมสงเคราะห์ของภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ให้การต้อนรับพวกเขามากนัก
“ป้าหยก” คนไร้บ้านจากเมืองหลวง ซึ่งถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนพี่น้องคนไร้บ้านชาวขอนแก่น ดูจะมีประสบการณ์เรื่องนี้ไม่น้อย ป้าหยกระบายความเจ็บช้ำที่ฝังลึกในใจ กับความรู้สึกที่ต้องเผชิญ เมื่อเวลาที่คนไร้บ้าน และไร้บัตรอย่างเธอ ต้องเดินไปขอรับการบริการจากหน่วยงานภาครัฐทุกครั้ง
“บางครั้งเราแทบไม่อยากไปเลยนะ เพราะต้องไปทีไรก็เจอเขาดูถูก ดุด่าว่าเราต่างๆ นานา แต่ทำไงได้ ป้ามีโรครุม เจ็บป่วยปวดท้องก็ต้องยอมทน เราอยากได้บัตรนะ แต่เราโดนพ่อแม้ทิ้งตั้งแต่เกิด เลยไม่มีบัตรประชาชนจนทุกวันนี้ จะตรวจดีเอ็นเอก็ต้องใช้เงิน ซึ่งเราไม่มี”
ณัฐวุฒิเสริมว่า บางคนที่เคยทำบัตรมาก่อนอาจไม่ยาก เพราะจากการทำงานทำให้มีเครือข่ายเทศบาลที่ให้ความร่วมมือช่วยจัดการ แต่ปัญหาในกลุ่มที่ไม่เคยมีบัตรมาก่อนเลย หรือบัตรหาย แล้วเร่ร่อนมานาน จนชื่อเข้าไปอยู่ในทะเบียนกลาง ที่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ ด้วยผลดีเอ็นเอ ซึ่งต้องใช้เงิน ทำให้พบว่ากระบวนการจะติดค้างอยู่ตรงจุดนี้โดยส่วนใหญ่
นพ.วีระพันธ์ สุวรรณไชยมาตย์ รองประธานฯ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือปัญหาคนไร้บ้านส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม
“คนไร้บ้านมีทั้งคนป่วย คนไม่มีสิทธิ์ และคนไม่มีที่อยู่ คำว่าคนไร้บ้านเป็นแค่สัญลักษณ์ ว่าเขาไร้บ้าน แต่ความจริงเขาไร้เกือบทุกอย่างที่คนเราที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พึงมี”
สำหรับขอนแก่น มีความแตกต่างจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ คือการพยายามหนุนเสริมการทำงานกับภาครัฐ จนภาครัฐเห็นความสำคัญนำไปสู่การมีนโยบายสาธารณะร่วมกับขับเคลื่อนทั้งมิติสุขภาพ สิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ทางวิชาการ ทั้งในเชิงข้อมูล เชิงประชากร และโมเดลการดูแลฟื้นฟูและเสริมศักยภาพคนไร้บ้านทั้งทางด้านสุขภาพ และอาชีพที่ต้องมีความเหมาะสมกับระยะของการเข้าสู่ภาวะไร้บ้าน
ซึ่งวันนี้บนพื้นที่ 3 ไร่ของศูนย์ประสานงานกลุ่มเพื่อนคนไร้บ้าน จ.ขอนแก่น ที่ภาคีคนทำงานต่างตั้งใจปลุกปั้นให้เป็นทั้งที่พักพิงอยู่อาศัย พื้นที่พัฒนาอาชีพ ทำการเกษตร และสร้างตลาดเพื่อค้าขาย ซึ่งจะสร้างความมั่นคงทั้งด้านรายได้ ความเป็นอยู่ให้กับคนไร้บ้านยั่งยืน
ขอนแก่น เป็น 1 ใน 3 จังหวัด พื้นที่นำร่องการดำเนินงานที่สำคัญของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ที่นำไปสู่การบูรณาการทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่
ที่ผ่านมาภาพรวมการดำเนินโครงการลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพเพื่อผู้ด้อยโอกาส: คนไร้บ้าน และคนพิการในเขตสุขภาพที่ 7 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และขอนแก่น มีการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2557 เน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวางกรอบยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน และเสริมศักยภาพคนทำงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านโดยเชื่อมให้เห็นปัญหา จากนั้นพัฒนาจุดเชื่อมร้อยการทำงาน (node) และหนุนเสริมให้เกิดเครือข่าย (network) ในการขับเคลื่อนงาน รวมไปถึงการพัฒนาระบบข้อมูล คนไร้บ้าน
แม้วันนี้สถิติจากการสำรวจจะพบว่า “ขอนแก่น” มีคนไร้บ้านเพียง 136 คน ซึ่งหากเทียบกับเมืองหลวงของประเทศอย่างเช่นกรุงเทพมหานครแล้ว อาจดูน้อยกว่ามากนัก แต่ไม่อาจรับรองได้ว่า วันข้างหน้าสถิติจะวิ่งขึ้นไปเท่าใด เพราะปัจจุบัน “ความเป็นเมือง” กำลังถูกแทนที่สังคมเกษตรกรรมในประเทศไทยมากกว่า 60% ของประเทศแล้ว
“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ความเป็นเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ สังคมเกษตรเริ่มหดตัวเรื่อยๆ ตามแบบอย่างของประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ปัญหาคนไร้บ้านในบ้านเรา วันนี้อาจพบว่าเป็นปัญหาน้อยอยู่ ด้วยประเทศไทยมีฐานสังคมแบบเกษตรกรรม ที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันและเราผลิตอาหารได้เยอะ แต่ในสังคมที่คำนึงถึงแต่ระบบเศรษฐกิจเป็นหลัก แน่นอนว่าในสังคมแบบนี้ “คนที่พ่ายแพ้” ก็อาจจะกลายเป็นคนไร้บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ” ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว พร้อมทั้งยังเผยสถิติและสถานการณ์คนไร้บ้านในไทยจาก สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อว่า คนไร้บ้านในประเทศไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 60 ปี ซึ่งต่ำกว่าอายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยโดยรวมค่อนข้างมาก สาเหตุการเสียชีวิตของคนไร้บ้านส่วนใหญ่มาจากโรคติดเชื้อ เช่น กลุ่มโรคติดเชื้อในกระแสเลือด ในปอด ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไปที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งและหัวใจ สะท้อนให้เห็นว่าการอาศัยในพื้นที่สาธารณะเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ และหากอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะเป็นเวลานานจะพบปัญหาสุขภาพจิตที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นตามไปด้วย
“ก่อนมาสู่จุดนี้เขาพ่ายแพ้ชีวิต จึงมีความเจ็บป่วยทั้งทางกายและจิตใจชัดมาก อายุขัยเฉลี่ยคนไร้บ้านจึงต่ำกว่าคนทั่วไป เพราะเขาต้องเผชิญกับรอบด้าน มีการศึกษาดูในเรื่องนี้มากว่ายี่สิบปี แต่กลุ่มนี้ยังไม่ถูกมองเป็นปัญหาโดยรวมสังคมไทย แต่แนวโน้มที่กำลังมากขึ้น ดังนั้นสังคมไทยจะอยู่อย่างไร ควรศึกษาแนวทางประเทศที่เจริญแล้วที่มีปัญหา หรือจะหาโมเดลแบบไทยสร้างมาตรการใหม่ๆ ทั้งการป้องกันและรองรับในอนาคต”
สำหรับโมเดลของ สสส. คือ Balloon Model ที่จะดูแลตั้งแต่การพัฒนาข้อจำกัดต่างๆ สร้างศักยภาพให้คนไร้บ้านแข็งแรงขึ้น สิ่งที่เรียนรู้จากปัญหาที่เราเยียวยาได้ ในระยะยาวต้องสามารถกลับไปป้องกันคนไม่ให้เข้าสู่วงจรนี้ โดยจะเป็นการทำงานเชิงระบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง สสส.ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงหน่วยงานที่รับผิดชอบ เน้นการป้องกันการเกิดคนไร้บ้าน การพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพ เพื่อลดจำนวนคนไร้บ้าน และส่งกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี และการหนุนเสริมเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นคนไร้บ้านซ้ำ สสส.จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารูปแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านและผลักดันเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเข้ารับบริการทางสุขภาพที่จำเป็นสำหรับคนไร้บ้าน
“เริ่มต้นจากมีหลายวาทกรรมที่เราต้องแย่งชิง ในการพูดถึงคนไร้บ้าน คนส่วนใหญ่มักมีตีตราด้วยคำว่า “คนจรจัด” “คนเร่ร่อน” หรือ “คนป่วย” เหล่านี้สะท้อนถึงสิ่งที่สังคมนิยามและมองภาพคนไร้บ้าน ซึ่งเราต้องพยายามเปลี่ยนคำพูดที่สื่อถึงพวกเขาด้วยความเป็นกลาง และเปลี่ยนค่านิยมคนในสังคมที่มีต่อคนไร้บ้าน เป็นบทเรียนที่เราเห็นชัดเจนว่ามิติสังคมและวัฒนธรรมเป็นจุดที่เราต้องเริ่มต้นทำงานด้วย” ผู้จัดการ สสส. กล่าวต่อว่า ท้ายที่สุดแล้วเป้าหมายสำคัญของ สสส.และเครือข่าย ไม่ได้หวังว่าจะดูแลเขาไปเรื่อยๆ เพราะความยั่งยืนที่แท้จริง คือการคืนเขาสู่สังคม
“ถ้าเขาเป็นคนแพ้ ต้องเป็นคนแพ้ที่ลุกขึ้นมาและกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีศักยภาพ” ดร.สุปรีดากล่าว
เสริมทิ้งท้ายด้วยคนทำงานในพื้นที่อย่างณัฐวุฒิว่า “จริงๆ แล้วการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการกลับไปดูครอบครัวเราเอง ว่ามีการพูดคุยกันเยอะแค่ไหน ส่วนคนที่เป็นแล้วเราควรมีระบบรองรับยังไง เพราะคนที่เพิ่งออกมาเป็นคนไร้บ้านไม่นานเขามีสิทธิที่จะฟื้นตัวได้เร็ว เพราะหากคนที่อยู่มานานแล้ว หรอืติดแอลกอฮอล์เราต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูจิตใจนาน”









