-
คุณรู้ไหม อาหารจานที่เราเพิ่งจัดการไปในมื้อที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลต่อสุขภาพอะไรของเราบ้าง?
เชื่อหรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่วัยทำงานกลับให้ความสำคัญเรื่องการกินอยู่น้อยมาก นั่นเพราะคนเรามักมองว่า ตนเองยังแข็งแรง แต่ใครจะคิดว่าพอถึงวัยเกษียณอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราที่แข็งแกร่งในวันนี้ก็อาจกลายเป็นภาระสังคมแทนที่?
ทุกอย่างยังไม่สาย หากวันนี้เราเริ่มจากออกแบบชีวิตของเราเอง ผ่านอาหารบนจานข้างหน้า
แต่จะออกแบบอย่างไรไม่ให้อนาคตทุกคนต้องกลายเป็นผัก ต้องเริ่มด้วย Design My Plate อีกหนึ่งกิจกรรมที่มุ่งหวังให้คนทำงานเปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยการกินผักผลไม้ และอยากให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของการสร้างสุขภาพที่ดีมากกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
จากเป้าหมายที่อยากเห็นคนไทยไร้โรค NCDs และมีสุขภาพยืนยาวแบบไม่ป่วยไข้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิสังคมสุขใจ สนับสนุนโครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม จัดกิจกรรม “Design My Plate” พร้อมด้วยเสวนาเรื่อง “สู่ชีวิตใหม่ ด้วยการกินผักผลไม้ กิจกรรมที่เป็นก้าวแรกของภารกิจชวนวัยทำงานกินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน แบบเปิดรับคนที่เข้าร่วมด้วยความสมัครใจใน 21 วัน
“จริงๆ ความตั้งใจแต่แรกที่ทีมเรากับ สสส.อยากจะทำคือ การส่งเสริมให้คนวัยทำงานหันมาบริโภคผักมากขึ้นอย่างน้อย 400 กรัม เพราะเรามองว่าแม้บริษัทส่วนใหญ่มีนโยบายเรื่องสุขภาพ แต่ก็เป็นไปในลักษณะการให้ค่ารักษาพยาบาลกับพนักงาน แต่ในเรื่องการดูแลป้องกันสุขภาพก่อนเจ็บป่วยนี่แทบจะไม่มี” จันทร์จิดา งามอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการเสริมสุขภาพกลุ่มวัยทำงานด้วยการบริโภคผักผลไม้ 400 กรัม สสส. บอกเล่าเหตุที่มาว่าทำไมต้องมี Design My Plate
“เราเริ่มโครงการนี้เมื่อสามปีก่อน โดยตระเวนไปตามออฟฟิศสำนักงาน และคอนโดที่คาดว่าจะมีคนวัยทำงานเยอะ ไปถึงเราจะจัดกิจกรรมเปิดให้ทุกคนที่สนใจเข้าร่วมได้ แต่สิ่งที่เราเรียนรู้กลับมาตอนนั้น คือ คอนโดที่เราเลือกไปช่วงวันหยุดเพราะคิดว่าเขาอยู่บ้านกัน กลายเป็นวันที่ทุกคนอยากพักผ่อน ไม่สนใจมาร่วมกิจรรม หรือคนที่สนใจมาก็จะมีแต่กลุ่มๆ หน้าตาเดิมๆ ส่วนตามออฟฟิศ เราเคยใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงช่วงพักเที่ยง ให้ข้อมูล จัดนิทรรศการ สาธิต แต่เรากลับพบว่า การทำแค่นั้น พบจบกิจกรรมแล้วก็จบ เราไม่ได้มีโอกาสตามต่อว่าเขาทำจริงหรือไม่”
เธอเล่าว่าปีที่สองจึงเริ่มปรับ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านทำให้เชื่อว่าการเปลี่ยนทัศนคติไม่ได้เกิดจากการฟังอย่างเดียว แต่มันต้องมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม มีการทดลองเปลี่ยนด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้เกิดประสบการณ์ตรง ทีมทำงานจึงเบนเข็มจากการไปจัดกิจกรรมตามคอนโดมาโฟกัสที่กลุ่มพนักงานออฟฟิศโดยตรงแทน โดยการขอความร่วมมือกับหน่วยงานหรือองค์กรในการส่งพนักงานที่สนใจเข้าร่วมโครงการ
“เราพัฒนากิจกรรมให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเลือกองค์กรที่มีนโยบายที่สนับสนุนเรื่องนี้ก่อน เพราะการมาร่วมกิจกรรมเวลางานเขาจะหายไปครึ่งวันแล้ว ก็มีหลายองค์กรที่เห็นกิจกรรมของเรา ปีที่แล้วเราทำได้ถึง 6 องค์กรที่สนใจ เช่น ธนาคารกรุงศรี ศาล ฯลฯ ส่วนปีนี้เราขยับเป้าเพิ่มเป็น 10 องค์กร ก็ได้รับความสนใจจากหลายองค์กรที่อยากทำ เช่น เซ็นทรัล เอสโซ่ หรือธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเขามีนโยบายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ทุกองค์กรอาจแค่สละเวลาแต่ไม่ได้เสียอะไร
แต่ก็มีบางองค์กรที่มองว่า เขามีสวัสดิการที่ดีอยู่แล้ว เขาทุ่มเทด้านนี้มาก มีห้องพยาบาลอย่างดีมีสวัสดิการค่ารักษา แต่เรากลับเห็นว่าพนักงานเขาป่วยเยอะมาก เราเคยเข้าไปขอความร่วมมือนะ แต่เขาก็บอกไม่ได้หรอก พนักงานเขาต้องทำงานตลอดเวลา ขณะที่ปีก่อนเราเคยไปอีกที่หนึ่งที่เป็นธุรกิจคล้ายกัน เขายังมาร่วมกับเราได้”
รายละเอียดกิจกรรม Design My Plate จะเริ่มต้นด้วยการอบรมให้สร้างความรู้ความเข้าใจ และสาธิตการทำเมนูอาหารจากผักและผลไม้ในช่วงเช้า พร้อมทั้งการส่งไม้ต่อ ด้วยการเปิดรับคนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “21 วัน มหัศจรรย์ผักผลไม้” ที่จะเปิดให้คนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมการกินผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัมต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 21 วัน
เชื่อหรือไม่ว่าผลลัพธ์ส่วนหนึ่งที่สะท้อนกลับมา คือโครงการนี้จึงช่วยเปลี่ยนทั้งวิถีชีวิต โดยการสร้างทางเลือกด้านสุขภาพ และลึกไปกว่านั้นคือการเปลี่ยนทัศนคติของคนใหม่เกี่ยวกับการบริโภคผักและผลไม้
“ส่วนใหญ่คนที่เข้ามามีความตั้งใจส่วนหนึ่งแล้วว่าอยากเปลี่ยนตัวเอง ไม่งั้นเขาไม่มา พอได้ฟังเราสาธิตแล้ว เขาก็จะยิ่งอยากทำให้ได้ขึ้นไปอีก จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ มันคือความท้าทายของเขานะ เพราะเราไม่เคยบอกว่าเขาต้องเปลี่ยน แต่ให้เขาตัดสินใจ คิดเองว่าอยากเปลี่ยนไหม สิ่งที่เราให้เขาข้อคิดคือ เขาควรมีเป้าหมายกับตัวเอง การปฐมนิเทศก่อน ทำให้เขาได้ข้อมูลมากขึ้น และจริงๆ มันไม่ได้ยากเลยที่จะเริ่มหรือลงมือทำจริง”
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บางคนมีโรคประจำตัว จันทร์จิดาเล่าว่ามีรายหนึ่งตรวจเลือดก่อนและหลังกิจกรรม ทั้งที่เป็นนักกีฬาแต่มีค่าเบาหวานและคลอเรสเตอรอลสูง พอเข้าร่วมโครงการหลัง 21 วัน พอลองไปตรวจใหม่สรุปค่าคลอเรสเตอรอลลด
“แต่เขาก็มีการควบคุมและดูแลด้านอื่นควบคู่กันด้วยนะคะ ถึงได้ลดลง ส่วนบางคนที่ชีวิตไม่เคยกินผักผลไม้เลย เราทำให้เขากินเพิ่มได้ 2 ชนิดเราก็มองว่านี่คือความสำเร็จอย่างหนึ่ง”
จันทร์จิดาเล่าว่าความสำเร็จของกิจกรรม 21 วัน คือทำให้สามารถติดตามผลความเปลี่ยนแปลงของผู้เข้าร่วมโครงการแบบเชิงลึกจริง เพื่อหาแนวทางในการพัฒนากิจกรรมต่อไป หากปีแรกของการทำงานแม้ยังไม่ได้มีการติดตามข้อมูลหรือกลับมาพูดคุยกับผู้เข้าร่วมปฏิบัติการจริงจัง แต่หลังครบ 21 วัน ทางโครงการพาไปชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์เพื่อเรียนรู้แหล่งที่มาของอาหาร ทำให้ทราบข้อมูลหลายอย่าง
“ปรากฏว่ามีคนหนึ่งที่ไปฟาร์มกับเราแล้วเขาร้องไห้” จันทร์จิดาเอ่ย “เราก็งงว่าทำไม แต่มาทราบทีหลังว่า เพราะที่บ้านเขาเองก็ทำเกษตรแต่ใช้สารเคมี พอเขามาเห็นเขาอยากกลับไปเปลี่ยนที่บ้านเขาไปเป็นเกษตรอินทรีย์บ้าง
“ซึ่งฟีดแบ็คส่วนหนึ่งของกิจกรรมทำให้เราสามารถรู้ได้ว่า มันช่วย Inspire คนได้มาก เพราะเขามาแชร์ประสบการณ์ว่าสุขภาพเขาเปลี่ยนแปลงจริง ที่สำคัญยังส่งผลถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวเขาก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะส่วนใหญ่คนที่สนใจโครงการนี้มักเป็นผู้หญิง เพราะผู้ชายค่อนข้างเปลี่ยนยากกว่า แต่ผู้ชายจะเปลี่ยนได้ ก็จากสมาชิกผู้หญิงในครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการนี้”
“นอกจากนี้ เรายังมีกิจกรรมที่ทำกับแม่ครัวด้วย เนื่องจากมองในมิติที่ว่า หากเราเสริมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้หันมาบริโภคผักจะช่วยด้วยไหม เพราะเรามองว่าชีวิตพนักงานออฟฟิศส่วนใหญ่แขวนท้องอยู่กับโรงอาหาร เราก็ไปรณรงค์ให้ความรู้เรื่องผัก 400 กรัมว่ามันมีประโยชน์อย่างไร ผลที่ได้ก็มีประมาณ 30% นะที่เขาเปลี่ยนเมนู แต่สิ่งสำคัญคือต้นทุน เราเลยมองว่าถ้าจะทำเรื่องนี้อาจต้องพัฒนาเป็นโครงการจริงจังไปเลย เพราะการสื่อสารคนขายกับคนซื้อก็จะต่างกันด้วย”
หนึ่งในบุคคลต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ วิภาจรี เจริญวงศ์ จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้เล่าถึงประสบการณ์ให้ฟัง ถึงแรงจูงใจที่เข้าร่วมโครงการว่าจากเดิมแม้เป็นคนดูแลตัวเอง ชอบออกกำลังกาย แต่กลับไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการรับประทานอาหารเท่าไหร่ตามประสาสาวออฟฟิศ แต่โชคดีที่มีโครงการนี้เข้าไปทำให้สนใจเรื่องนี้มากขึ้น
“เมื่อก่อนเราจะป่วยง่าย อากาศเปลี่ยนก็เป็นหวัด เหมือนร่างกายมันส่งสัญญาณบางอย่างพอมาฟังคุณหมอที่เป็นวิทยากรโครงการนี้ทำให้เราเห็นภาพเลยว่ามันทำได้ พอเราเริ่มมาดูแล เราก็เริ่มสนใจศึกษาข้อมูลอื่นเช่น ออกกำลังกายมีผลแค่ 30% แต่อาหารมีผลถึง 70% เราเลยรู้ว่าต่อให้ออกกำลังกายเยอะๆ แต่กินเหมือนเดิมก็อ้วนอยู่ดี เลยตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ 21 วัน ซึ่งอันดับแรกที่เห็นผลชัดเลยคือขับถ่ายดี แล้วก็ไม่ค่อยเป็นหวัด พอไปตรวจสุขภาพจากเดิม 200 กว่า ลงมาอยู่ 100 กว่า”
“หากถามถึงที่ทำให้เราสามารถทำครบ 21 วัน คือเรามีเป้าหมาย เขาบอกว่าถ้าใครทำได้จะได้ไปชมฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่สุพรรณบุรี เราอยากไปมาก ก็เลยสามารถทำจนครบ ปรากฏว่ามันเริ่มกลายเป็นการปรับพฤตินิสัยเราใหม่หมดในวเลา 21 วัน ทำให้รู้ว่าจริงๆ ใครก็ทำได้ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นเราเลยเกิดความคิดว่าอยากบอกเพื่อนๆ ร่วมงานและคนอื่นให้หันมาทำบ้าง ทุกวันนี้กลางวันแทนที่เราจะซื้อขนมเค้กต่างๆ เราจะเปลี่ยนเป็นซื้อผลไม้ไปวางไว้ที่โต๊ะกลางให้น้องๆ ในทีม เพื่อค่อยๆ ปรับเขา ยิ่งเขาเห็นว่าเราทำได้ เราผอมลง เขาก็เริ่มหันมาสนใจ ส่วนที่บ้านเมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่ชอบทำกับข้าว อยากพักผ่อนไปหาอะไรกินอะไรอร่อยๆ ก็เปลี่ยนมาลองทำเองกัน กลายเป็นครอบครัวก็ได้หันมากินผักมากขึ้น”
ข้อมูลเสริมด้านวิชาการจาก แววตา เอกชาวนา หรือ พี่แหวว นักกำหนดอาหารวิชาชีพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่เปิดใจจึงเหตุผลในการมาเป็นวิทยากรในกิจกรรมนี้ว่า
“เห็นเป็นแบบนี้ ที่จริงพี่แหววเป็นคนที่ไม่ชอบกินผักมาตั้งแต่เด็กนะ คือเราอยู่ในครอบครัวที่ไม่รับประทานผัก แต่ที่บ้านพี่จะมีปัญหาพันธุกรรมคือมีคลอเรสเตอรอลสูง ทีนี้ตอนสาวๆ เราอยากผอมก็เลยเริ่มกินผัก พอเราทำได้ มันเลยทำให้เรามาคิดว่าทำไมนะคนเราถึงไม่กินผัก สรุปได้ว่าเป็นเรื่องทัศนคตินี่เอง ก็เลยอยากเอาความรู้ประสบการณ์ของเรามาแบ่งปัน”
เธอเอ่ยต่อว่า ปกติคนที่มาฟังส่วนใหญ่เป็นพนักงานในวัยทำงาน ยังสามารถปรับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตัวเองได้ทัน ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาเปลี่ยนได้ เขาก็จะสามารถพึ่งพาตัวเองและลดอัตราการพึ่งพิงคนอื่นในอนาคต สามารถใช้ชีวิตเดินไปไหนมาไหนเอง
“การกินเป็นทั้งการส่งเสริมให้รักตัวเอง และรักครอบครัวและคนอื่น เพราะถ้าเราแข็งแรงเราไม่อยากพึ่งพาคนอื่น เพราะสารอาหารในผักทำให้คนเราแข็งแรงขึ้น ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพมาก่อนวันนี้ เงินเกษียณที่ได้ก็อาจต้องหมดเปลืองไปกับการรักษาพยาบาลตัวเอง”
พี่แหววให้คำแนะนำว่า แท้จริงแค่คนเราเปลี่ยนทัศนคติเล็กน้อยก็สามารถทำได้ทุกคน เพราะจริงๆ แล้วคนเราส่วนใหญ่พร้อมที่จะรักตัวเอง เพราะอีกเรื่องสำคัญที่เราจะบอกทุกคนเสมอว่า คุณต้องเริ่มกินผักวันนี้ ก็เพื่อที่จะไม่เป็นผักในอนาคต









