วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผย 5 ปฏิบัติการ ชุมชนต้านควัน

-

ในขณะที่ระดับมหภาคกำลังเดินหน้าการทำงานรณรงค์เลิกบุหรี่อย่างเข้มข้น ในระดับพื้นที่ “ชุมชนท้องถิ่น” เองก็เป็นอีกหนึ่งกลไกที่มีการดำเนินงานขับเคลื่อน จนปรากฏเป็นรูปธรรมไม่แพ้กัน

โดยจากการดำเนินงานด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งมาตลอดระยะเวลากว่าสามปีของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มีหลายเรื่องที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง  นั่นคือ ชุมชนเหล่านี้สามารถสร้างนวัตกรรมและเครื่องมือที่จะช่วยขยาย “แนวร่วม” คนไม่เอาควัน และยังส่งต่อเครื่องมือดังกล่าวไปสู่พื้นที่เครือข่ายอื่นๆ

บุหรี่ตัวร้ายทำลายหัวใจ

วันนี้ สังคมไทยรับรู้กันถ้วนหน้าว่า “บุหรี่” เป็นประเด็นต้นตอปัญหาสุขภาพที่ต้องตระหนัก ด้วยเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบตามมาอย่างคาดไม่ถึง

 “เรื่องจริงที่ว่าคนไทยตายปีละสี่แสน เฉพาะจากโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ หรือ NCDs ประมาณสามแสน ซึ่งเมื่อเราโฟกัสปัจจัยเสี่ยงในเรื่องที่มีผลกระทบสูงๆ  ก็พบว่า บุหรี่คืออีกปัจจัยหลัก ซึ่งการได้ทำงานร่วมกับชุมชนสองพันกว่าแห่งทั่วประเทศ ของ สสส. มีส่วนช่วยสกัดภัยจากควันบุหรี่ได้ผล ซึ่งน่ายินดี เพราะวันนี้คนไทยสูบบุหรี่ลดลง” ดร.นพ.บัณฑิต  ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก กล่าวถึงตัวเลขสถิติที่จะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นถึงความเลวร้ายของภัยบุหรี่

หากอีกข้อมูลอัพเดทที่กำลังเกิดขึ้นในวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมปีนี้ คือตัวเลขแนวโน้มคนไทย ที่มีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดและลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่สำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มสุราของประชากรครั้งที่ 18 ปี 2560 พบว่า จากร้อยละ 20.7 ในปี 2557 เหลือร้อยละ 19.9 ในปี 2558 และลดลงมาเหลือร้อยละ 19.1 ในปี 2560 ทั้งกลุ่มนักสูบผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการสูบบุหรี่ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการขับเคลื่อนโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 โดยใช้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ชวนคนในพื้นที่มาลดบุหรี่ ซึ่ง อสม. มีกว่า 1 ล้านคนชวนคนสมัครใจเลิกบุหรี่ 3 คน

“ปัจจุบันนี้เราชวนคนเข้าโครงการได้หนึ่งล้านสี่แสนราย มีคนที่เลิกได้ประมาณหนึ่งแสนสาม จากที่เดิมเลิกได้แค่หกหมื่น ซึ่งถือว่ายังเป็นในช่วงปีแรกเป็นปีที่เราเริ่มโครงการ การขับเคลื่อนยังไม่เต็มที่ แต่คาดว่าปีหน้าตัวเลยน่าจะยิ่งดีกว่านี้” ดร.นพ.บัณฑิตกล่าว

อย่างไรก็ดีเป้าหมายการลดอัตราการสูบบุหรี่ของประเทศไทยที่รับมาจากองค์การอนามัยโลกคือ ภายในปี 2568 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า จะต้องลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงให้เหลือประมาณ 9 ล้านคน ดร.นพ.บัณฑิต กล่าวว่าแม้เป็นเรื่องที่ดูค่อนข้างยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องขึ้นอยู่ที่การนำกลไกเครื่องมือต่างๆ เพื่อนำมาใช้รักษาชีวิตคนไทยไม่ให้เสี่ยงภัยจากบุหรี่  

 

บุหรี่ กับ “พื้นที่”

ดร.นพ.บัณฑิตยอมรับว่า แม้การเลิกบุหรี่โดยหักดิบจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการเลิกบุหรี่ในระยะเร่งด่วน  แต่ยังมีหลายปัญหาระยะยาวที่ต้องแก้ไข

“จากการทำงาน ของ สสส. ในเรื่องบุหรี่ พบว่ามาตรการที่เป็นสากลส่วนใหญ่ มีต้นแบบจากประเทศที่มีรูปแบบเป็นเมืองเสียมาก เช่น การห้ามสูบในที่สาธารณะ หรือการขึ้นภาษีบุหรี่ ซึ่งจะได้ผลกับกลุ่มคนเมือง แต่สำหรับประเทศไทยด้วยบริบทพื้นที่แตกต่างระหว่างความเป็นเมืองกับชนบท ทำให้มีเรื่องที่ต้องปรับให้เหมาะสม”

ดร.นพ.บัณฑิตยกตัวอย่างกรณีการออกกฎหมายขึ้นภาษีว่า แท้จริงแล้วผลิตภัณฑ์ยาสูบมีหลายประเภท แต่เราเลือกขึ้นภาษีเฉพาะบุหรี่ แต่ในกลุ่มพวกยาเส้นยังภาษีต่ำมาก ซึ่งยาสูบประเภทนี้เป็นที่นิยมในต่างจังหวัด  ซึ่งอาจต้องไล่ขึ้นภาษีผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่นๆ ด้วย

“หรือการที่เราออกแบบ อาทิ เจ้าหน้าที่ อสม. แกนนำ และพระภิกษุ ที่เปรียบเสมือนสื่อรณรงค์เคลื่อนที่ของเรา เราจำเป็นต้องใช้สื่อบุคคลที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเขา ต้องเอาคนไปคุยกับ ซึ่งเวลาใครคิดจะสูบพอเห็นคนกลุ่มนี้ก็มีความเกรงใจไม่กล้าสูบ หรือการมีคนต้นแบบที่เลิกได้ไปชวนก็รู้สึกว่าได้ผลมากกว่า เพราะเขาเหมือนพูดภาษาเดียวกัน”

อีกหนึ่งบุคคลที่ช่วยเสริมข้อมูลแบบอินไซต์ในประเด็นนี้ จะเป็นใครไม่ได้เลย นอกจาก ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ที่ถ่ายทอดบทวิเคราะห์จากการทำงานพื้นที่ร่วมกับชุมชนท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเผยว่าจากประสบการณ์ทำงานเรื่องบุหรี่ในพื้นที่ชุมชนท้องถิ่น หากพื้นที่ใดที่แกนนำหรือผู้นำในพื้นที่ไม่สูบ และออกมารณรงค์เรื่องเลิกบุหรี่อย่าจริงจัง มักประสบความสำเร็จเร็ว

โดยยกตัวอย่าง มูฮัมหมัด สมะแอ รองปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลบาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เอ่ยว่า การสร้างมาตรการทางสังคมในการควบคุมการบริโภคยาสูบ “มัสยิดลูโบ๊ะบาตูต้นแบบปลอดบุหรี่ 100%”  มีจุดแข็งในการนำหลายมาตรการมาใช้ อาทิ การเพิ่มกติกาทางสังคม โดยชุมชนร่วมกันกำหนดให้เป็นข้อตกลงของชุมชน มีกลุ่มทางสังคมที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนร่วมกัน เช่น กำหนดเป็นวาระชุมชน ต้องคุตบะห์ (ปาฎกฐาธรรม วันศุกร์) อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา คณะกรรมการมัสยิดที่ยังสูบบุหรี่ต้องเข้าคลินิกเลิกบุหรี่ 100%  นอกจากนี้ยังมีการบำบัดและฟื้นฟู  “ชีฟาอ์ โมเดล” ซึ่งเป็นนวัตกรรมรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพเพื่อเลิกบุหรี่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และเป็นไปตามครรลองของศาสนาอิสลาม

“การทำพื้นที่ปลอดบุหรี่ ถ้ามีผู้นำในท้องถิ่นเขาจะทำทันที อย่างกรณีของผู้นำชุมชน มูฮัมหมัด สมะ ได้มีการนำคำสั่งสอนมาใช้ ปรากฏว่าทำให้คนในเทศบาลทั้ง 48 คนที่เคยสูบเลิกสูบได้หมด และสมาชิกสภาพเทศบาล โต๊ะอิหม่าม เป็นพลังตัวคูณซึ่งกันและกัน ผู้นำและคนในพื้นที่ต้องเห็นว่าปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญ มิฉะนั้นก็จะทำให้เราไม่สามารถตัดวงจรโรคเรื้อรังไม่ติดต่อเหล่านี้ได้เลย”

แม้การบังคับใช้กฎหมายจะสำคัญสุด ที่วันนี้ประเทศไทยกำลังมี พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ที่กำหนดข้อบังคับเข้มข้น และเริ่มใช้มาตั้งแต่ 4 กรกฎาคม 2560 ได้กำหนดมาตรการสำคัญที่ประชาชนต้องรับทราบและปฏิบัติ แต่สำหรับสังคมไทยแล้ว “กฎหมาย” อาจไม่ใช่เครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกคนอยากเลิก

“คนไทยมักจะให้ความสำคัญกับคนต้นแบบ หรืออยอมรับบุคคลสำคัญในพื้นที่ หรือกลุ่มแกนนำที่เป็นทั้งผู้นำทางความคิดและผู้นำโดยอำนาจ ซึ่งในส่วนคนต้นแบบเหล่านี้ ปัจจุบันเรามีอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งมากพอและเขามีพลังที่สามารถจะไปชักชวนคนอื่นได้ และยั่งยืน”

ดวงพรบอกเล่าต่อว่า ในการทำงานระดับพื้นที่ โดยเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ก็ยังได้ร่วมกัน “สร้าง” “เสริม” และมี “ส่วนร่วม” ในการพัฒนากลไกการรณรงค์ในระดับพื้นที่  เพื่อเป็น “คู่มือปฏิบัติการชุมชนรณรงค์”  ที่คนในเครือข่ายจะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนากลยุทธ์ “เลิกสูบ ก็เจอสุข” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่

หลังทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง พบว่ามีนวัตกรรมและแนวทางจัดการปัญหาในพื้นที่ได้จริง ซึ่งในปี 2561 นี้ เครือข่ายจึงมุ่งเน้นไปที่การใช้กลไกในพื้นที่กำหนดมาตรการทางสังคม และการพัฒนาระบบการบริการ เพื่อการควบคุมการสูบบุหรี่ในพื้นที่ โดยใช้ 5 ปฏิบัติการสำคัญ คือ 1. สร้างบุคคลต้นแบบ 2.เพิ่มพื้นที่ปลอดบุหรี่ 3.สร้างคลินิกเลิกบุหรี่ 4.เพิ่มกติกาทางสังคม 5.บังคับใช้กฎหมาย

 “แต่ทุกที่ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้ง 5 วิถี สามารถเลือกทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมกับพื้นที่เขา แต่อย่างน้อยเขาควรจะมีความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย เพราะบทลงโทษรุนแรง

“ในความเป็นจริงเราก็หวังให้ทุกชุมชนสามารถทำครบได้ทั้ง 5 วิถี เพราะจะทำให้การทำงานเรื่องนี้ได้ผลเร็วมาก แต่เราไม่อยากเข้มงวดบังคับ แต่จะพยายามชี้ให้เขาเห็นว่าบุหรี่ไม่สามารถทำให้คุณภาพชีวิตคุณดีขึ้นในด้านใดด้านหนึ่งเลย แล้วพอเลิกได้ผลที่เห็นเลยคือครอบครัวดีขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการจะเลิกได้อยู่ที่ความรักที่มีให้กัน ถ้าเรารักครอบครัว เราก็ต้องไม่สูบบุหรี่ เราต้องสร้างบรรยากาศของการเลิกบุหรี่ให้เป็นเรื่องของความรัก” ดวงพรอธิบาย

เลิกสูบก็เจอสุข

ด้าน วสันต์ แสนสุริวงค์ ประธาน อสม.ตำบลนาเลียง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม “คนต้นแบบ” ซึ่งเป็น 1 ใน 5 วิถีที่ สสส.และเครือข่ายร่วมพัฒนามาช่วยให้ชุมชน “เลิกสูบก็เจอสุข”  โดยการนำคนเคยสูบ มาเป็นบุคคลตัวอย่างเพื่อสร้างแรงจูงใจคนอยากเลิก ที่วันนี้กำลังกลายเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เพื่อนๆ ในชุมชนหย่าขาดจากบุหรี่

“ถามว่าชวนคนเลิกบุหรี่ยากไหมน่ะหรือ? บอกเลยว่ายากมาก...ยากพอๆ กับตอนเราเลิกเองนั่นแหละ” วสันต์เล่าต่อว่าปัจจุบันงานบุหรี่ต้องทำหลายอย่าง ในพื้นที่เราใช้มาตรการกติกาทางสังคม จำกัดพื้นที่สูบ เรามีทั้งจัดทำพื้นที่ห้ามสูบในหน่วยราชการปลอดบุหรี่ และสถานที่สาธารณะ มีมาตรการหมู่บ้าน เช่น ห้ามจำหน่ายบุหรี่ในวันพระ หรือ ห้ามถวายบุหรี่ให้พระ เราได้พระที่นับถือเข้าร่วมภาคี เราพยายามสอดแทรกเรื่องนี้ไปทุกงาน

“ทุกวันนี้ตั้งแต่ทำโครงการมา เราก็ชวนคนเลิกได้แล้วถึงสิบคน รู้สึกภูมิใจ เพราะตอนแรกยังคิดว่าจะได้คนเดียว”

ย้อนไปในวันแรกที่เขาเปลี่ยนใจก้าวสู่โลกที่ไร้ควัน วสันต์เปิดใจว่า

“ผมเลิกสูบเพราะลูกขอร้อง ตอนเลิกบุหรี่ยอมรับว่ายาก “ วสันต์เท้าความ “พยายามเลิกมาตั้งแต่ปี 49 แต่แค่สามวันแรกก็ไม่รอด มันทรมานเหมือนจะตายเอา เลยเปลี่ยนวิธีเป็นค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยจนสามารถเลิกได้ในปี 2555 “

โดยหลังเลิกบุหรี่เขาเก็บเงินที่เคยซื้อบุหรี่แต่ละวันออมจนสามารถส่งลูกเรียนจนปริญญาตรี เป็นที่ภาคภูมิใจของครอบครัว ซึ่งที่มาของการเปลี่ยนใจให้เลิกสูบก็เกิดจาก “ความรัก” และความปรารถนาดีของคนในครอบครัวนั่นเอง

“เมื่อก่อนสูบวันละสองซองๆ เสื้อผ้านี่เหม็น กลับไปบ้านลูกก็บ่นไม่อยากซักให้ เขาอ้อนวอนเราให้เลิกหลายรอบ ตอนหลังเริ่มสุขภาพไม่ค่อยดี เลยมาคิดถึงเงินที่หมดไปค่าบุหรี่สูบมาสามสิบสองปีเป็นล้านนะ เสียดายเงินมาก แต่จริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดของการเลิกบุหรี่คือ “ใจต้องมาก่อน” ถ้าใจเราอยากเลิกมันก็เลิกได้เอง”

เผย 5 ปฏิบัติการ ชุมชนต้านควัน

เผย 5 ปฏิบัติการ ชุมชนต้านควัน

เผย 5 ปฏิบัติการ ชุมชนต้านควัน

เผย 5 ปฏิบัติการ ชุมชนต้านควัน