วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สารเคมีใช้ถูกวิธี ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

สมาร์ทฟาร์เมอร์ พร้อมหรือไม่กับการร่วมเดินทางภายใต้ธงไทยแลนด์ 4.0

ด้วยขนาดพื้นที่การเกษตร 149 ล้านไร่ กับประชากรที่ยึดอาชีพเกษตรกรถึง 17 ล้านคน ของประเทศไทยแน่นอนว่าจะสามารถผลิตสินค้าเกษตรด้านพืชที่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ และยังสามารถทำรายได้จากการส่งออกถึงปีละ 1.2 ล้านล้านบาท ในพื้นที่การเกษตรทั้งหมด มีการเกษตรอินทรีย์ (ไม่ใช้สารเคมี) ประมาณ 3 แสนไร่ หรือคิดเป็น 0.17 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พื้นที่อีก 148.7 ล้าน หรือ 99.83 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ประเทศไทยมีการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพื่อใช้ป้องกันความเสียหายของผลผลิตทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา มีสถิติการนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช (โรค แมลง วัชพืช) ในปี 2520 – 2559 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2520 ปริมาณนำเข้าทั้งหมด 6,811 ตัน และเพิ่มขึ้นเป็น 154,568 ตัน ในปี 2559 หรือคิดเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 0.84 กิโลกรัมต่อไร่  ในขณะที่หากเทียบกับประเทศญี่ปุ่น มาเลเซียและเกาหลีใต้ มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชสูงมากเฉลี่ยปีละ 4 และ 8 กิโลกรัมต่อไร่ตามลำดับ

ทว่าความคลุมเครือเกี่ยวกับการอนุญาตใช้สารอารักขาพืช 3 ชนิด ทั้ง คลอไพรีฟอส พาราควอต และไกลโฟเซท ดูจะเป็นแรงกระเพื่อมไม่น้อย สำหรับคนที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวนี้มาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่ง ภายในปี 2560 ที่จะมีการชี้ขาดจากกรมวิชาการเกษตรว่า จะอนุญาตให้ต่อทะเบียนหรือไม่ ส่งผลต่อภาคต้นทุนการผลิตของเกษตรกรทันที เหตุเพราะ สารอารักขาพืชสำคัญอย่างพาราควอตเป็นสารสำคัญที่เกษตรกรในภาคการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญอย่าง อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ใช้เป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่คุ้นเคยมากว่า 50 ปี หากไม่อนุญาตให้นำเข้ามาจำหน่ายจริงเชื่อว่ากระทบต่อภาคส่วนการผลิตสินค้าเกษตรเศรษฐกิจของไทย

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู พบ นายบุญโฮม  อะโน เจ้าของร้านบุญนภาการเกษตร จำหน่าย ปุ๋ย ยา เคมีทางการเกษตร รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ เขายังมีไร่อ้อยจำนวน 500 ไร่ ที่เปลี่ยนจากนาข้าวเหนียวมาปลูกอ้อย หลังมีโรงงานน้ำตาลมาตั้งในพื้นที่ บุญโฮม สะท้อนข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในพื้นที่ไร่อ้อย 500 ไร่ ต้นทุนการผลิตจะมีตลอดอายุการเก็บเกี่ยวอ้อย 3- 4 ตออ้อย หรือ 3-4 ปี แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดินและการบำรุงของเกษตรกร สำหรับเขาแล้ว ต้นทุนการผลิตในปีแรกจะอยู่ที่ 8,000 บาทต่อไร่ ที่รวมทั้งค่าตอพันธุ์อ้อย ค่าแรง ค่าปุ๋ยค่ายา โดยในแต่ละปีจะมีการฉีดยาฆ่าหญ้า 3 ครั้ง  ในปีแรกจะได้ผลผลิตประมาณ 12 ตัน ต่อไร่ ในปีที่ผ่านมาเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ที่ 6,000 ตัน ในขณะที่ราคารับซื้ออ้อยหน้าไร่อยู่ที่ตันละ 700 บาท นั่นหมายความว่าอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 สตางค์ ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยรับได้ในขณะที่อ้อยตอ 2 จะอยู่ที่ 6,000 บาทต่อไร่ ผลผลิตจะได้ที่ 13-15 ตันต่อไร่ และปีที่ 3 และ 4 จะลดหลั่นกันไปตามความสมบูรณ์ของดินและการบำรุง

“ในข้อเท็จจริงเกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าหญ้า  ตัวอย่างในไร่ของผม จะผสมยาลงถังแล้วใช้รถแทรกเตอร์พ่วงฉีดในไร่  คนฉีดไม่ได้สัมผัสโดยตรง คนงาน 1 คนสามารถฉีดได้ 20 ไร่ต่อวัน แต่ในเกษตรกรรายย่อย คนฉีดเป็นกลุ่มแรงงานรับจ้างฉีดพ่นยา ผมว่ากลุ่มนี้สำคัญพอๆ กับร้านขายปุ๋ยยาเพราะเป็นกลุ่มที่ต้องเข้าใจกลุ่มของยา วิธีการใช้ ตลอดจนการออกฤทธิ์ของยาแต่ละตัว ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาของพืชประธานและวัชพืช  เมื่อรับงานแล้วเขาจะเข้ามาจัดยาจากร้านไปฉีดพ่น  การเลือกใช้จะเป็นไปตามคำแนะนำของร้าน และความคุ้นเคยส่วนตัว เครื่องไม้เครื่องมือก็ตามที่เขาสามารถจัดหาและใช้ได้ แล้วพื้นที่จ.หนองบัวลำภูเพิ่งจะหันมาปลูกอ้อยโรงงานไม่นาน  ความรู้ความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยและยาอย่างถูกต้อง เกิดขึ้นจากการบอกต่อๆ กัน มากกว่าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้ามาดูแล พอเกิดข่าวนี้ออกมา ว่า ยาฆ่าหญ้าพาราควอตยี่ห้อหนึ่ง เป็นสาเหตุให้เกิดหนังเน่าและยังไม่มีข้อสรุปว่าจะอนุญาตให้ขายหรือไม่ คนฉีดพ่นก็ตีเหมาเอาเลยว่า ยายี่ห้อนี้ ไม่ได้รับการต่อทะเบียนเพราะทำให้เป็นโรคต่างๆ ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้วเขาเอง ยังขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลือกใช้กลุ่มยาและวิธีการปฏิบัติอย่างแท้จริง”

เมื่อถามบุญโฮมว่า เมื่อมีข่าวคราวเกิดขึ้นแล้วการเลือกใช้ยาฆ่าหญ้าในไร่อ้อย 500 ไร่ของเขาเปลี่ยนไปตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นหรือไม่ เขาตอบอย่างมั่นใจว่า พาราควอตในยี่ห้อที่กำลังตกเป็นเป้านั้น เป็นยี่ห้อที่เขาคุ้นเคยมานาน และสามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้จริงเพราะให้ผลที่ชัดเจนและควบคุมการฉีดพ่นได้ “ถามผมในฐานะทั้งคนขายและคนใช้ ผมไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่ ที่กลุ่มแรงงานรับจ้างฉีดพ่นเขาไม่ซื้อยี่ห้อนี้นะ เพราะเขาเข้าใจว่าทำให้เป็นโรคตามข่าว แต่เขาก็ยังใช้พาราควอตยี่ห้ออื่น ซึ่งราคาอาจถูกกว่าแต่ประสิทธิภาพ หวังผลในการควบคุมหญ้าได้น้อยกว่า คือต้องฉีดพ่นซ้ำ ชาวไร่ต้องเสียค่ายาและค่าแรงเพิ่ม ในฐานะคนขายผมไม่เดือดร้อนยังไงผมก็ขายได้ แต่ในแง่ของคนซื้อ ผมกังวลว่า นี่จะเป็นภาระให้กับชาวไร่อ้อยเพราะเขาขาดความเข้าใจที่ชัดเจน” บุญโฮมกล่าว

ภาพสะท้อนของความคลุมเครือในเรื่องนี้ แม้ดูเล็กน้อย เมื่อเทียบกับจักรเฟืองต่างๆ ในการขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมุ่งสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้ยุทธศาสตร์ของภาครัฐ หากแต่เป็นภาพสะท้อนที่ฉายความพร้อมของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ เกษตรกรผู้ผลิต รวมถึงผู้บริโภคที่จะร่วมกันขับเคลื่อน เครื่องจักรไทยแลนด์ 4.0 ไปให้ถึงเป้าที่วาดหวังไว้หรือไม่  หากเกษตรกรฐานรากยังขาดการเข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อการจำแนกแยกแยะในการพัฒนาตัวเองสู่การเป็น Smart Farmer อย่างแท้จริง นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง