นานาชาติชู IoT เป็นโอกาสอนาคต ด้าน CAT เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับ IoT
งานประชุมระดับนานาชาติ Telecoms World Asia 2018 ชูโอกาสจากการขับเคลื่อนเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในเศรษฐกิจดิจิทัลไทยและนานาชาติ
เมื่อวันที่ 19-20 มี.ค. 2561 ผู้นำด้านธุรกิจโทรคมนาคมทั่วโลกเข้าร่วมประชุมงานประชุมระดับนานาชาติ Telecoms World Asia 2018 ณ ศูนย์การประชุมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพ โดยมีการพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ในภาคธุรกิจภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัล
ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวในระหว่างการเปิดงานว่า เทคโนโลยี IoTกำลังเป็นกระแสนิยมทีมีผลต่อชีวิตบุคคลและการขับเคลื่อนธุรกิจ
IoT หรือ “อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง” คือการที่อุปกรณ์ต่างๆถูกเชื่อมโยงสู่โลกอินเตอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้ เว็บไซต์ด้านเศรษฐกิจ Business Insider คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี IoTจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโลกถึง 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (187 ล้านล้านบาท) ขณะที่อุปกรณ์ IoTในโลกจะเพิ่มจำนวนจาก 10,000 ล้านเครื่องในปี 2558 เป็น 24,000 ล้านเครื่องภายในปี 2563
“การขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี IoTเป็นนวัตกรรมที่กำลังถูกคาดหวังมากที่สุดในวงการไอที แต่ก็เป็นสิ่งที่คนยังมีความเข้าใจน้อยที่สุดเช่นกัน”ดร.ดนันท์กล่าว
บริษัทวิเคราะห์ด้านการตลาด Frost & Sullivan คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี IoTจะทำให้เกิดการลงทุนในประเทศไทยถึง 973 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (32,000 ล้านบาท) ภายในปี 2563
ดร. ดนันท์กล่าวว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายขับเคลื่อน IoTโดยมีการอนุมัติงบประมาณเพื่อสร้าง “สถาบัน IoT” ใน พื้นที่ Digital Park Thailand ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ภายใต้นโยบายไทยแลนด์4.0 นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่าอุตสาหกรรมด้าน IoTจะอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการลงทุนใน 7 ปีข้างหน้า”
“CAT ได้ริเริ่มใช้เครือข่าย LoRaสำหรับ IoTเมื่อปีที่แล้ว” ดร.ดนันท์กล่าว ”เรากำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ IoTในอนาคต ซึ่งจะต้องการพื้นที่ในการใช้งานเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชั่น IoT”
CAT เปิดกว้างในการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทอื่นๆเพื่อพัฒนาการบริการด้านดิจิทัลให้ดีที่สุด ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสมหาศาลจากตลาดโทรคมนาคมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และยังมีโครงการของรัฐบาลที่สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ตลาดโทรคมนาคมไทยในปี 2560 เติบโต 9.5% และสร้างมูลค่ามากกว่า 21,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ( 6.6 แสนล้านบาท) ขณะที่ตลาดด้านการสื่อสารเติบโตที่ 12.2% คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (3.7แสนล้านบาท)
โดยการเติบโตของตลาดกระจุกตัวอยู่ที่บริการมือถือ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยมีจำนวนมือถือที่ลงทะเบียน 93.61 ล้านเครื่อง คิดเป็น 135% ของประชากร มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นประจำที่ 51 ล้านคนและมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียผ่านมือถือ 46 ล้านคน
ขณะที่การทำธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิกส์เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีหลายปัจจัย เช่น มีความต้องการของผู้บริโภคการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและพื้นที่ทำธุรกรรมอิเล็คทรอนิกส์ที่ขยายเป็นวงกว้าง
ดร.ณัฏฐวิทย์สุฤทธิกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารไร้สาย CAT เปิดเผยว่า “เรายังต้องการโครงสร้างพื้นฐานอีก ขณะนี้มีผู้ประกอบการธุรกิจที่ให้การสนับสนุน IoTในประเทศนี้ บริษัทและผู้บริโภคต่างตระหนักว่า IoTสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในงานของเขาได้ ซึ่งการขับเคลื่อน IoTตลาดก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย ผู้บริโภคจำนวนมากต้องตระหนักก่อนว่า IoTจะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้อย่างไร”
“ CAT ริเริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อหนุนเทคโนโลยี IoTในโครงการ Phuket Smart City ซึ่งมีการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงเซนเซอร์อากาศคู่กับเทคโนโลยี IoTโดยประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โครงการนี้เป็นการนำร่องเศรษฐกิจดิจิตอลในจังหวัดภูเก็ตภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และจะมีการนำร่องในจังหวัดเชียงใหม่และขอนแก่นในเร็วๆนี้”
ทั้งนี้ระหว่างงานประชุม Telecoms World Asia 2018 ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจโทรคมนาคมต่างให้ความเห็นตรงกันว่ากระแสนิยมต่อเทคโนโลยี IoTจะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและต้องการหาหุ้นส่วน รวมทั้งต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
“IoT คือโอกาสสำคัญ การเพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ IoTจะทำให้เราต้องการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟเบอร์ ศูนย์ข้อมูล และมือถือที่มากขึ้น”FabrizioCivitareseประธานภาคเอเชียแปซิฟิคประจำบริษัท Global Cloud Xchange กล่าว
Alice Au รองประธานส่วน International Carrier Services ประจำบริษัท China Unicom Global กล่าวว่าบริษัทของตนเคยทำรายได้หลักจากการขายทรัพยากรในธุรกิจโทรคมนาคม ปัจจุบัน บริษัทต้องปรับตัวมาให้บริการด้าน IoT
“หนึ่งในความท้าทายของภาคธุรกิจโทรคมนาคมคือการปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจให้รวดเร็วพอที่จะไล่ตามความต้องการของผู้ใช้บริการ” Alice Au กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างวงเสวนาย่อย “Addressing the challenge of security in a connected world” ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลถึงการแพร่กระจายของอุปกรณ์ IoTซึ่งกำลังมีผลต่อการคุกคามบนโลกไซเบอร์
Juni Yan รองประธานฝ่ายความปลอดภัยประจำบริษัท AMEA กล่าวว่าการคุกคามดังกล่าวสามารถมองได้สองมุม ได้แก่ มุมของผู้บริโภค ซึ่งบุคคลหนึ่งๆสามารถตกเป็นเป้าการคุกคามบนโลกไซเบอร์ และมุมของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งการคุกคามเกิดขึ้นในภาพใหญ่ เช่น การเกิดสงครามการเมืองบนโลกไซเบอร์และการก่อการร้าย ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ
“เครือข่ายของโครงสร้างพื้นฐานบนอินเตอร์เน็ตเปิดกว้างมาก และทำให้การรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์มีความเปราะบางมากยิ่งขึ้น”Juni Yan กล่าว “ความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการยกระดับการรักษาความปลอดภัย”
Juni Yan กล่าวเพิ่มเติมว่ามีบริษัทที่คิดค้นโปรแกรมการรักษาความปลอดภัยด้านไซเบอร์จำนวนมาก แต่กลับกระจัดกระจาย จึงเป็นความท้าทายว่าจะทำอย่างไรให้โปรแกรมเหล่านั้นถูกนำมารวมอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง และสามารถยกระดับความปลอดภัยในทุกส่วนของพื้นที่ทางไซเบอร์






