วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดัชนีมาสเตอร์การ์ดชี้ผู้บริโภคในประเทศไทย

ดัชนีมาสเตอร์การ์ดชี้ผู้บริโภคในประเทศไทย มีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นถึง10.1จุด


 

ผู้บริโภคประเทศไทยมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นถึง 10.1 จุด หลังอยู่ในสภาวะซบเซามาสองปี โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมาสเตอร์การ์ด (MastercardIndex of Consumer Confidence) สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2559เผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในประเทศไทยอยู่ที่ 68.3 จุด อันเป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 10 จุด โดยเฉพาะ สภาพเศรษฐกิจโอกาสในการหางานทำ และคุณภาพชีวิตทำให้ประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดี นำหน้า ออสเตรเลีย มาเลเซีย และไต้หวัน ดัชนีดังกล่าวยังเผยว่า อินเดียมีความเชื่อมั่นสูงสุดเมื่อเทียบในกลุ่มภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีพม่า เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และบังคลาเทศร่วมขบวนเข้ามาอยู่ในห้าอันดับต้น ทั้งนี้ เมื่อดูในภาพรวมแล้ว ถือได้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกนั้นยังคงระดับเดิม (โดยตลาด 9แห่งจากทั้งหมด17 แห่งนั้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงไม่เกิน 5 จุดเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งล่าสุด)คะแนนรวมช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ปรับตัวขึ้น 1.2 จุดจากครึ่งปีแรกมาอยู่ที่ 60.9 ทำให้ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ดี (คะแนนเกิน 60) ได้อย่างฉิวเฉียด อนึ่ง ดัชนีและรายงานอ้างอิงที่เกี่ยวข้องนี้ไม่สามารถใช้เป็นเครื่องชี้วัดผลประกอบการทางการเงินของมาสเตอร์การ์ดได้

 

อย่างไรก็ดีแม้ภาพรวมจะยังดูไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ตลาดห้าแห่งในภูมิภาคกลับมีความแตกต่างจากช่วงหกเดือนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด โดยมีฮ่องกง ไทย และบังคลาเทศที่ปรับตัวดีขึ้นกว่า 10 จุด ในขณะที่มาเลเซียและไต้หวันก็ปรับตัวลดลงกว่า 10 จุดเช่นกัน

 

บังคลาเทศมีคะแนนความเชื่อมั่นพุ่งขึ้นสูงที่สุด โดยเพิ่มขึ้นถึง 11.2จุด มาอยู่ที่ 82.8 ถือได้ว่าเป็นพัฒนาการด้านความเชื่อมั่นที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นเพียง 4.2 จุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2559การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับพัฒนาการด้านอื่นๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในบังคลาเทศ โดยปัจจัยใหญ่ที่สุดนั้นมาจากการคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มดีขึ้น (+24.6 จุด) ในขณะเดียวกัน ไทยและฮ่องกงมีคะแนนเพิ่มขึ้นมากถึง 10.1 จุด ส่งผลให้ระดับความเชื่อมั่นของไทยเข้ามาอยู่ในเกณฑ์ดี และฮ่องกงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

 

ในทางกลับกัน ตลาด 8 ใน 17แห่งมีระดับความเชื่อมั่นแย่ลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2559 โดยตลาดที่ระดับความเชื่อมั่นตกลงมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน ตามมาด้วยมาเลเซีย และพม่า โดยผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าสภาวะของตลาดหุ้น[1]เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ความเชื่อมั่นถดถอยลง

 

ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2559 ผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 8,723ราย อายุระหว่าง 18 ถึง 64 ปีจาก 17ประเทศในเอเชียแปซิฟิกได้รับการสอบถามให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองทางเศรษฐกิจห้าประการในอีกหกเดือนข้างหน้า อันได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ โอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคง ภาวะตลาดหุ้น และคุณภาพชีวิต โดยดัชนีนี้ได้มาจากการคำนวนระดับคะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 100 โดยที่ 0 หมายถึง รู้สึกแย่ที่สุด และ100 หมายถึงรู้สึกดีที่สุด ส่วนคะแนนระหว่าง 40 ถึง 60จัดอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

 

 

 

 

 

 

ประเด็นเด่นจากผลการสำรวจในเอเชียแปซิฟิก

  • ความเชื่อมั่นโดยรวมของผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิกยังคงระดับเดิมแต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือเพิ่มจากระดับ 59.7 ของช่วงครึ่งปีแรก 1.2 จุดมาอยู่ที่ 60.9 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2559ปรับให้คะแนนรวมทั้งหมดยกระดับจากเกณฑ์ปานกลางมาอยู่ในเกณฑ์ดี โดยจำนวนของตลาดที่ได้คะแนนต่ำกว่า 50นั้นยังคงมีเท่าเดิม (คือ 8 จากทั้งสิ้น 17 ตลาด) เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน
  • บังคลาเทศที่ก่อนหน้านี้มีระดับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่จากผลสำรวจล่าสุดกลับเป็นตลาดที่มีคะแนนปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดจากตลาดทั้ง 17 แห่งในเอเชียแปซิฟิก โดยมีคะแนนเพิ่มสูงขึ้นครบทั้งห้าประการ โดยบางประการนั้นมีคะแนนปรับขึ้นเกินกว่า 10 จุด ได้แก่ ภาวะตลาดหุ้น (+24.6) คุณภาพชีวิต (+12.0) และสภาพเศรษฐกิจ (+11.7) ไทยและฮ่องกงก็มีระดับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปรับขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 10 จุดเช่นกัน
  • อินเดีย (95.3)พม่า (92.8)เวียดนาม (92.3) และฟิลิปปินส์ (91.6) ยังคงมีระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่ในเกณฑ์ดีสุด
  • ตลาด 8 แห่งใน 17 แห่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีคะแนนลดต่ำลง โดยตลาดที่มีระดับคะแนนแย่ลงอย่างมากได้แก่ ไต้หวัน(-11.1) และมาเลเซีย (-10.2) คะแนนที่ถดถอยของไต้หวันและมาเลเซียส่งผลให้ทั้งสองประเทศมีระดับความเชื่อมั่นตกจากเกณฑ์ปานกลางมาอยู่ในระดับแย่

 

รายละเอียดเมื่อมองในระดับประเทศ

  • อินเดีย (95.3) ยังคงมีระดับความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ดีสุด โดยมีคะแนนรวมลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 2.4 จุดอันเป็นผลมาจากคะแนนที่ลดน้อยลงทั้งห้าประการแม้จะไม่มากมายนักก็ตาม ในขณะเดียวกัน ไทย (68.3) สามารถฟื้นตัวหลังจากถดถอยตลอดช่วงสองปีก่อนหน้าได้ด้วยระดับความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 10.1 จุด อันเป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นครบทั้งห้าประการ โดยบางประการนั้นมีคะแนนปรับขึ้นเกินกว่า 10 จุด ได้แก่ สภาพเศรษฐกิจ (+11.2)โอกาสในการหางานทำ (+11.1) และคุณภาพชีวิต (+14.3)
  • ไต้หวัน (34.2, -11.1) มีระดับความเชื่อมั่นถดถอยลงมากที่สุดจากทั้งหมด 17 ตลาดที่ได้รับการสำรวจ คะแนนทั้งห้าประการของไต้หวันปรับตัวลดลง โดยคะแนนในด้านภาวะตลาดหุ้น (-18.3) และคุณภาพชีวิต (-14.9) นั้นลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย
  • มาเลเซียมีระดับความเชื่อมั่นลดลงจากเมื่อหกเดือนก่อนหน้า โดยลดลงถึง 10.2 จุดมาอยู่ที่ 31.2 ในตำแหน่งรองต่ำสุดของภูมิภาค เป็นเพราะคะแนนทั้งห้าด้านถดถอยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านภาวะตลาดหุ้น (-13.1) ที่มีคะแนนปรับลดลงมากที่สุด
  • สิงคโปร์มีคะแนนลดลง 3.6 จุดมาอยู่ที่ 30.0 โดยมีปัจจัยสามประการที่คะแนนลดต่ำลงเกิน 5 จุด ได้แก่โอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคง (-6.5) สภาพเศรษฐกิจ (-6.1) และโอกาสในการหางานทำ (-5.2)
  • เกาหลี (31.2, -3.0) ยังคงถดถอยลงอย่างต่อเนื่องในระดับคะแนนที่ต่ำกว่า 50 โดยความเชื่อมั่นในภาวะตลาดหุ้นของประเทศ (28.1) นั้นลดลงถึง 8.7จุด ในขณะที่ จีน ยังคงมีระดับความเชื่อมั่นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ จากเมื่อครึ่งแรกของปี 2559(เพิ่มขึ้น +4.8 เป็น80.8) ทั้งนี้ เป็นเพราะปัจจัยทั้งห้าประการปรับตัวดีขึ้น โดยด้านภาวะตลาดหุ้น (+9.1) นั้นเป็นปัจจัยที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นมากที่สุด
  • ออสเตรเลีย(46.5)ยังคงมีระดับความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง โดยมีการปรับสูงขึ้น 4.2 จุด เป็นผลมาจากพัฒนาการครบจากทั้งห้าประการ ในขณะเดียวกันนิวซีแลนด์(62.2, +6.8)มีระดับความเชื่อมั่นสูงขึ้นพ้นจากระดับปานกลางเข้าสู่ระดับดี เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการสำรวจครั้งก่อนหน้า โดยมีคะแนนในด้านสภาพเศรษฐกิจ (+12.7) โอกาสในการหางานทำ (+11.4) และคุณภาพชีวิต (+10.3) ปรับขึ้นสูงเกินกว่า 10 จุด
  • เวียดนาม(92.3, -2.5) และพม่า(92.8, -7.0) ยังคงมีระดับความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ดีสุด แม้ว่าคะแนนความเชื่อมั่นโดยรวมจะลดน้อยลงทั้งคู่ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางด้านภาวะตลาดหุ้นเป็นสำคัญ (ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของพม่าไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น)
  • ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในฮ่องกง(42.2)ญี่ปุ่น (43.0)และศรีลังกา (40.1) ที่ต่างเคยอยู่ในเกณฑ์แย่นั้นได้ปรับตัวสูงขึ้นถึง 10.1, 5.0 และ 2.1 จุด ตามลำดับ ส่งผลให้ตลาดทั้งสามย้ายเข้าสู่เกณฑ์ปานกลางได้โดยพร้อมเพรียงกัน

 

วิธีการวิจัย

ผู้ตอบแบบสำรวจต้องตอบคำถามห้าข้อ เพื่อแสดงความคิดเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับการคาดการณ์ในอีกหกเดือนข้างหน้าในเรื่องสภาพเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ ภาวะตลาดหุ้นในประเทศ โอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคง และคุณภาพชีวิตของพวกเขา คำตอบทั้งหมดที่ได้รับจะถูกแปลงให้เป็นดัชนีห้าประการที่จะนำมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อสร้างดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Indexof Consumer Confidence, MICC)โดยดัชนี MICC และดัชนีประกอบทั้งห้ารายการนั้นจะมีคะแนนตั้งแต่ 0 – 100 โดยที่ 0 หมายถึงระดับความเชื่อมั่นที่แย่ที่สุด 100 หมายถึงระดับความเชื่อมั่นที่ดีมากที่สุด และ 50 หมายถึงความเชื่อมั่นอยู่ในระดับปานกลาง

 

เกี่ยวกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมาสเตอร์การ์ด

การสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมาสเตอร์การ์ด (Mastercard Index™ of Consumer Confidence) มีมายาวนานถึง 20 ปี เป็นผลมาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลสัมภาษณ์กว่า 200,000 ราย จึงถือได้ว่าเป็นงานสำรวจวิจัยที่ไม่มีใครเทียบชั้นได้ทั้งในแง่ของขนาดข้อมูล และระยะเวลาในการสะสมข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

การสำรวจนี้มีมายาวนานที่สุดและมีความครอบคลุมที่สุดเมื่อเทียบกับการสำรวจรูปแบบเดียวกันในภูมิภาคนี้ โดยในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2540 ดัชนีนี้ได้เผยให้เห็นถึงระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ค่าเงินบาทจะอ่อนตัว จนเกิดเป็นภาวะวิกฤติเศรษฐกิจในภูมิภาคในลำดับถัดมา และอีกครั้งในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546 ที่ดัชนีนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นด้านภาวะการจ้างงานในฮ่องกงนั้นมีระดับคะแนนลดต่ำลงเหลือเพียง 20.0 ซึ่งต่อมาได้สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการว่างงานของฮ่องกงที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ระดับ 8% ในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน

 

การสำรวจนี้เริ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2536 และได้ถูกจัดทำเรื่อยมาตลอดนับแต่บัดนั้น โดยจะแสดงผลปีละสองครั้ง ปัจจุบันมีตลาด (ประเทศ) ในเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ภายใต้การสำรวจจำนวนถึง17 แห่ง ได้แก่ ออสเตรเลีย บังคลาเทศ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย พม่า นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

 

มาสเตอร์การ์ดและชุดผลสำรวจต่างๆ

มาสเตอร์การ์ดจัดทำดัชนีผลสำรวจมากมายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อาทิ MasterCard Index of Consumer Confidence ที่มีมายาวนานรวมถึง MasterCard Index of Women’s Advancement, MasterCard Index of Financial Literacy และ MasterCard Index of Global Destination Citiesนอกจากดัชนีต่างๆเหล่านี้แล้ว งานวิจัยของมาสเตอร์การ์ดยังรวมถึงการสำรวจผู้บริโภคต่างๆอย่างหลากหลาย อาทิ Online Shopping, Ethical Spendingและการสำรวจมากมายด้านการจัดลำดับปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อของผู้บริโภค (ครอบคลุมถึงเรื่องท่องเที่ยวอาหาร&สิ่งบันเทิงการศึกษาการบริหารทางการเงินสินค้าฟุ่มเฟือย และการจับจ่ายใช้สอยทั่วไป)

 

เกี่ยวกับมาสเตอร์การ์ด

MasterCard (NYSE: MA เว็บไซต์ www.Mastercard.com) เป็นบริษัทเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการชำระเงินระดับสากล บริษัทฯดำเนินงานผ่านเครือข่ายกระบวนการชำระเงินที่รวดเร็วที่สุดในโลก เชื่อมต่อผู้บริโภค สถาบันการเงิน ผู้ค้า หน่วยงานรัฐบาล และธุรกิจในกว่า 210 ประเทศ ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของมาสเตอร์การ์ดช่วยให้ธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจับจ่ายซื้อสินค้า การท่องเที่ยว การดำเนินธุรกิจและการจัดการทางการเงิน เป็นเรื่องง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัทฯได้ทาง ทวิตเตอร์ที่ @MasterCardAP และ @MasterCardNewsร่วมสนทนากับบริษัทฯผ่านทาง Beyond the Transaction Blog และ สมัครที่นี่  เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุดผ่าน Engagement Bureau

 

ต้องการข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

เวเบอร์ แชนด์วิค โทรศัพท์ +662 343 6000

อัปษร เพชรชาติ อีเมล [email protected]ต่อ 174

รุ่งนภา ชานวิเศษ อีเมล [email protected]ต่อ061