วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรป ครั้งที่ 21

 

การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรป ครั้งที่ 21 บันไดก้าวสู่ความเป็น “ปึกแผ่น – แน่นแฟ้น”ของ2 ภูมิภาค

สหภาพยุโรป (อียู) และอาเซียน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาย่างยาวนานนับตั้งแต่การสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันในปี 2520 และกำลังมีการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-อียู ในปี 2560 ที่จะถึงนี้

ที่ผ่านมาอาเซียนและอียูมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 227 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ จำนวน 19.7 นล้านดอลลาร์สหรัฐ อียูยังเป็นคู่ค้าลำดับที่ 3 ของอาเซียน เป็นผู้ลงทุนลำดับที่ 1 และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในอาเซียน จำนวนมากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ของอาเซียน คือมีตัวเลขนักท่องเที่ยวในประเทศสมาชิกอียูเข้ามาในอาเซียนถึง 9.3 ล้านคนในปี 2557 จึงอาจกล่าวได้ว่าที่ผ่านมา อาเซียนและอียูเป็นหุ้นส่วนทางธรรมชาติ (natural partners) มาโดยตลอด

นอกจากนี้ทั้งสองภูมิภาคยังมีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะดำเนินนโยบายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนส่งเสริมธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน และส่งเสริมการเคารพในความแตกต่าง ในฐานะที่เป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่มีจุดแข็งอยู่ที่ความแตกต่างเช่นเดียวกัน ผ่านการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรปเป็นเวทีระหว่างภูมิภาคที่จัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปีต่อเนื่อง

สำหรับในการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรป ครั้งที่ 21 ซึ่งเป็นครั้งล่าสุด จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา กำลังถูกจารึกเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือที่ "กระชับความแน่นแฟ้น" มากขึ้นระหว่างสองภูมิภาคในทุกมิติ

โดยในการประชุมดังกล่าว มีนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย และนายมีโรสลาฟไลชัก (MiroslavLajčák) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกิจการยุโรป สาธาณรัฐสโลวัก ในฐานะประธานสหภาพยุโรป เป็นประธานร่วมในการประชุมฯ ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศสมาชิกอาเซียนและอียู เลขาธิการอาเซียน และผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของอียู และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป รวมมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ สหภาพยุโรป 28 ประเทศ และสำนักงานเลขาธิการอาเซียนและสหภาพยุโรป เข้าร่วม โดยเป็นระดับรัฐมนตรี 16 คน อาทิ นายคริสเตียน เยนเซ่น รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก นายวิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงค์โปร์ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รัฐมนตรีต่างประเทศลาวเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

ภายใต้หัวข้อ “มุ่งสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เป้าหมายการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการหารือแนวทางการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและอียู ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เพื่อปูทางไปสู่การยกระดับความสัมพันธ์ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ, การศึกษา, สาธารณสุข รวมถึงการค้าระหว่างอาเซียน ตลอดจนวางแนวทางความสัมพันธ์ระหว่างกันในอนาคต มุ่งให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับประเด็นใจความสำคัญ ที่นอกจากมีการพูดคุย แลกเปลี่ยนหารือในหลายประเด็นรอบด้านระหว่างกัน การประชุมยังเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและอียูร่วมกันรับรองปฏิญญากรุงเทพ และ Bangkok Roadmap for Elevating the ASEAN-EU Enhanced Partnership to a Strategic Level (2016 – 2017)

โดยปฏิญญากรุงเทพฯ จะเป็นกรอบความร่วมมือด้วยการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียน-สหภาพยุโรปโดยยึดประชาชนเป็นพื้นฐานและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ที่มีเจตนารมย์และเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ทั้งสามเสาหลัก ได้แก่ ในการรับมือกับปัญหาภัยคุกคามด้านการเมือง ความมั่นคงและปัญหาจากภัยก่อการร้ายระหว่างภูมิภาค  การค้าการลงทุนระหว่างภูมิภาค ผ่าน FTA และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วัฒนธรรมตลอดจนการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเน้นเป้าหมายการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการยกระดับไปสู่ระดับยุทธศาสตร์ในปี 2560 ตลอดจนการสร้างปฏิสัมพันธ์และการเจรจาที่แน่นแฟ้นระหว่างกันภายใต้กรอบความร่วมมือผ่านการประชุมต่างๆ

ขณะที่ Bangkok Roadmap for Elevating the ASEAN-EU Enhanced Partnership to a Strategic Level (2016-2017) จะเป็นจุดเริ่มต้นของความคืบหน้าด้านแผนงานกรุงเทพฯ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรป จากหุ้นส่วนที่เพิ่มพูนไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (2559 - 2560)ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยให้บรรลุเป้าประสงค์ในการยกระดับทางยุทธศาสตร์ และการวางแนวทางเพื่อเร่งการจัดทำแผนปฏิบัติการอาเซียน-สหภาพยุโรป (2561-2565)

นายมีโรสลาฟกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ดำเนินไปด้วยดี และมีการพูดคุยถึงทิศทางความร่วมมือของทั้ง 2 ภูมิภาคในอนาคตหลายเรื่อง แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงที่ยกระดับความสัมพันธ์เพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งและให้ความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ เพื่อนำไปสู่ความเป็นหุ้นส่วนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในที่ประชุมมีการพูดคุยร่วมกันแก้ปัญหาและให้ความช่วยเหลือต่างๆ ที่เกิดประโยชน์ในหลายกรณี อาทิ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของอียูความมั่นคงในทุกมิติ การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน ผู้อพยพและแรงงานต่างด้าว การแก้ปัญหาสภาวะโลกร้อนเป็นต้น ซึ่งในเรื่องสันติภาพทางอียูจะเข้ามาพูดคุยหารือเชิงยุทธศาสตร์กับอาเซียนมากขึ้น พร้อมกล่าวย้ำว่าการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษจะไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างอาเซียนและอียูอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ประธานสหภาพยุโรปยังได้ใช้โอกาสก่อนเริ่มประชุมกล่าวแสดงความเสียใจกับประเทศไทย ในฐานะประธานร่วมของการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน-สหภาพยุโรป ครั้งที่ 21 ต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อแสดงความอาลัยอีกด้วย และเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุดและเท่าเทียมกันซึ่งรวมถึงคนพิการ การประชุมครั้งนี้ยังมีการแปลพิธีเปิดการประชุมฯ เป็นภาษามือสำหรับผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นผู้พิการ รวมถึงการจัดทำเอกสารผลลัพธ์การประชุมจะมีทั้งในรูปแบบอักษรเบรลล์และรูปแบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

นายดอนกล่าวว่า "ไทย" ในฐานะประเทศที่มีความสัมพันธ์กับภูมิภาคยุโรปมาอย่างยาวนานและเป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับอียูในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญต่อการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนและสหภาพยุโรปครั้งนี้เป็นอย่างมากด้วยเห็นว่ามีความสำคัญกับการสร้างโมเมนตัมให้กับความร่วมมืออาเซียน-อียู เพื่อให้มุ่งไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มข้น

สำหรับข้อตกลงแรกที่จะมีการหารือเพื่อปฎิบัติร่วมกันคือ "ข้อตกลงด้านการบินระหว่างอาเซียน และอียู" ซึ่งจะประชุมกันอีกครั้งในวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้