การค้นคว้าของศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ทฤษฎีทางสถิติ โมเลกุล และการจับคู่อาหาร มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อประมวลหาเมนูที่อร่อยน่าทานแปลกตารสชาติเข้ากัน
เชฟวัตสัน (Chef Watson) เป็นผลลัพธ์จากการค้นคว้าของศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ที่นำความสามารถในการเข้าใจภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน (natural language) ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลในเชิงลึก ความสามารถในการให้เหตุผล และความสามารถในการให้คำตอบโดยอ้างอิงจากหลักฐานต่างๆ ของเทคโนโลยีค็อกนิทิฟอย่าง ‘วัตสัน’ เข้าต่อยอดขยายขอบเขตความเป็นไปได้ในการใช้ส่วนผสมใหม่ๆ และสร้างสรรค์เมนูอาหารที่มีความคิดริ่เริ่ม
ศาสตร์แห่งประสาทวิทยาและเคมีอาหารต่างๆ คือวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเมนูอาหารที่เรารับประทานในแต่ละวัน โดยระบบค็อกนิทิฟคุกกิ้ง (cognitive cooking) ของวัตสัน คืออัลกอริธึ่มที่ดึงเอาชุดข้อมูลจำนวนมาก องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงทฤษฎีทางสถิติ โมเลกุล และการจับคู่อาหาร มาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อประมวลหาเมนูที่อร่อย น่าทาน ดูแปลกตา แต่รสชาติเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม
ระบบจะเริ่มจากการวิเคราะห์เมนูอาหารนับหมื่นรายการที่มีอยู่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจถึงรูปแบบการจับคู่ส่วนผสมต่างๆ และออกแบบเป็นเมนูใหม่ จากนั้นจึงตรวจสอบเทียบเคียงเพิ่มเติมกับข้อมูลรสชาติของส่วนประกอบเหล่านั้น ร่วมกับข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับรสชาติที่คนชอบและไม่ชอบ (ทฤษฎีการรับรู้คุณลักษณะที่น่าอภิรมย์หรือ Hedonic Perception) ประมวลเป็นไอเดียนับล้านภายใต้ความเป็นไปได้มากมายมหาศาล เพื่อสุดท้ายกลั่นกรองเป็นเมนูและส่วนประกอบที่มีความแปลกใหม่ ที่ระบบคาดการณ์แล้วว่าน่าจะให้รสชาติที่ดีด้วย
ในปี พ.ศ. 2557 ไอบีเอ็มได้จับมือกับนิตยสารบงอัพเปตี (Bon Appétit) เพื่อขยายขอบเขตความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของอาหารให้แก่วัตสัน จากสูตรอาหารกว่า 10,000 รายการในฐานข้อมูลของบงอัพเปตี พร้อมร่วมพัฒนาแอพที่รวมเอาความเข้าใจในเคมีอาหาร ข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับรสชาติที่คนชอบ รวมถึงข้อมูลสไตล์การทำอาหารจากหลากหลายภูมิภาคและชนชาติต่างๆ เพื่อให้วัตสันพร้อมเป็นผู้ช่วยในการทำอาหารสำหรับทุกคน และช่วยให้ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านอาหาร อาทิ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้ที่แพ้อาหารบางประเภท ผู้ที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางรสชาติ เป็นต้น สามารถออกแบบเมนูที่ตอบโจทย์แต่ยังคงความอร่อย โดยปัจจุบันแอพเชฟวัตสันภายใต้ความร่วมมือกับบงอัพเปตีได้เปิดให้ใช้บริการฟรีแล้วที่ www.ibmchefwatson.com
นอกจากนี้ ไอบีเอ็มยังได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเป็นระยะเวลา 3 ปีกับสถาบันการศึกษาด้านการทำอาหาร (Institute of Culinary Education) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เชฟระดับเวิลด์คลาสสามารถร่วมกับวัตสันในการสร้างสรรค์สูตรอาหารใหม่ๆ จนปัจจุบันได้พัฒนาเป็นตำราอาหารค็อกนิทิฟคุกกิ้งกับเชฟวัตสัน (Cognitive Cooking with Chef Watson) ซึ่งเป็นการเปิดมิติใหม่ของการทำอาหาร
การนำเทคโนโลยีค็อกนิทิฟคอมพิวติ้งไปใช้ในงานด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ
ปัจจุบันมีการทดลองทางคลินิกเกิดขึ้นถึง 178,000 กรณีต่อปี จึงเป็นเรื่องยากที่แพทย์จะสามารถติดตามข้อมูลใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในอีก 2 ข้างหน้า ปริมาณข้อมูลที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 99 และร้อยละ 88 ของข้อมูลทั้งหมดจะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มีรูปแบบการจัดเก็บอย่างเป็นโครงสร้างหรืออยู่ในรูปแบบของฐานข้อมูล อาทิ ข้อมูลประวัติผู้ป่วย (EMR) ผลการทดสอบต่างๆ ภาพถ่ายทางการแพทย์ วิดีโอ รวมถึงข้อมูลเซ็นเซอร์จากอุปกรณ์สวมใส่หรืออวัยวะเทียมของผู้ป่วย เป็นต้น คาดว่าในปี พ.ศ. 2563 ข้อมูลทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทุกๆ 73 วัน โดยข้อมูลภาพจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20-40 ต่อปี
ด้วยองค์ความรู้และข้อมูลทางการแพทย์จำนวนมหาศาลในปัจจุบัน การช่วยให้แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลความก้าวหน้าทางการแพทย์ล่าสุด เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในกระบวนการตัดสินใจ และช่วยให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำการรักษาแบบเฉพาะเจาะจงตรงตามข้อมูลทางชีววิทยาของผู้ป่วยแต่ละราย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นำสู่ความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็มกับศูนย์มะเร็งเมโมเรียลสโลนเคทเทอริ่ง (Memorial Sloan Kettering Cancer Center หรือ MSK) ในการส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมพัฒนาฝึกฝนความสามารถของค็อกนิทิฟคอมพิวติ้งไอบีเอ็มวัตสันรวมกว่า 5,000 ชั่วโมง ร่วมกับการป้อนข้อมูลเคสมะเร็งในอดีตจำนวนหลายพันเคส เอกสารทางวิชาการกว่า 15 ล้านรายการ ตำราแพทย์กว่า 300 เล่ม ข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลัง 20 ปี และองค์ความรู้จำนวนมากจากแพทย์ของศูนย์มะเร็ง MSK พร้อมใช้ความสามารถด้านค็อกนิทิฟของวัตสันในการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้ กลั่นกรองเป็นข้อสรุปเพื่อเสนอเป็นทางเลือกในการรักษาที่สอดคล้องกับผู้ป่วยแต่ละราย อ้างอิงตามหลักปฏิบัติของเครือข่ายมะเร็งครบวงจรแห่งชาติ (National Comprehensive Cancer Network หรือ NCCN)
ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกรายงานพบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ทั่วโลกปีละประมาณ 14 ล้านคน เสียชีวิตปีละ 8 ล้านคน มากที่สุดคือมะเร็งปอดจำนวน 1.59 ล้านคน โดยมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกประเทศ สำหรับประเทศไทย พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยต่อเนื่องมานานกว่า 13 ปี ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ล่าสุดในปี 2556 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทุกชนิด 67,184 คน เฉลี่ยชั่วโมงละ 8 คน คิดเป็นร้อยละ 16 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดที่มีปีละ 426,065 คน[1]
ในปี พ.ศ. 2557 โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ถือเป็นสถาบันด้านการแพทย์แห่งแรกนอกทวีปอเมริกาเหนือที่ประกาศนำเทคโนโลยีไอบีเอ็มวัตสันเพื่อการพัฒนาการรักษามะเร็ง (IBM Watson for Oncology) มาใช้ จวบจนปัจจุบันได้มีการต่อยอดนำเทคโนโลยีค็อกนิทิฟคอมพิวติ้งเข้าเสริมศักยภาพงานวิจัยและบริการทางการแพทย์อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ
- วิทยาลัยด้านการแพทย์เบย์เลอร์ (Baylor College of Medicine) ได้ใช้วัตสันประมวลและวิเคราะห์บทความทางวิทยาศาสตร์กว่า 70,000 รายการที่เกี่ยวข้องกับโปรตีน p53 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่หยุดยั้งการเติบโตของเนื้องอก เพื่อหาแนวทางที่ทำให้โปรตีนดังกล่าวทำงานหรือหยุดทำงาน โดยความสามารถในการวิเคราะห์และเข้าใจข้อมูลมหาศาลของเทคโนโลยีค็อกนิทิฟอย่างวัตสัน ช่วยร่นระยะเวลาการศึกษาวิจัยลงได้ถึง 38 ปี[2] และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถมุ่งศึกษาความเป็นไปได้อื่นๆ ในการรักษามะเร็งต่อไปได้
- เวลล์พอยท์ (WellPoint) หนึ่งในบริษัทด้านสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา นำเทคโนโลโลยีค็อกนิทิฟคอมพิวติ้งไอบีเอ็มวัตสันเข้าเรียนรู้เคสจำลองกว่า 25,000 เคส และเคสที่เกิดขึ้นจริงกว่า 1,500 เคส เพื่อให้วัตสันสามารถเข้าใจบริบทของเคสที่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ครอบคลุมถึงบันทึกของแพทย์ ประวัติผู้ป่วย หมายเหตุต่างๆ รวมถึงฟีดแบ็คจากการรักษา ช่วยลดเวลากว่าร้อยละ 40-60 ที่พยาบาลต้องใช้ในการคัดกรองข้อมูลการขอใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในแต่ละวัน โดยวัตสันสามารถช่วยให้คำแนะนำถึงแนวทางการดำเนินการต่างๆ แก่พยาบาล และพยาบาลมองว่าข้อมูลที่วัตสันแนะนำถึงร้อยละ 90 เป็นแนวทางที่มีความเหมาะสม
แพลตฟอร์มวัตสันดิเวลล็อปเปอร์คลาวด์ เพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถนำเทคโนโลยีค็อกนิทิฟเข้าเสริมศักยภาพสินค้าและบริการ
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ไอบีเอ็มได้เปิดตัววัตสันดิเวลล็อปเปอร์คลาวด์ (Watson DeveloperCloud) แพลตฟอร์มที่ใหญ่และมีความหลากหลายของชุดโปรแกรมที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อการทำงานระหว่างแอพพลิเคชั่น (Application Program Interface หรือ API) และเทคโนโลยีค็อกนิทิฟมากที่สุด เพื่อให้ธุรกิจตั้งแต่สตาร์ทอัพถึงองค์กรขนาดใหญ่ สามารถนำเทคโนโลยีค็อกนิทิฟเข้าเสริมศักยภาพสินค้าและบริการ ผ่านการใช้งานแบบจ่ายตามปริมาณการใช้จริง (pay per use) โดยปัจจุบันวัตสันดิเวลล็อปเปอร์คลาวด์มีชุด API มากกว่า 30 ชุด ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเทคโนโลยีกว่า 50 รายการ ภายใต้ความสามารถในด้านต่างๆ ดังนี้
ความสามารถด้านภาษา
- ตัวอย่างเช่น
- บริการ Concept Insights
- ที่สามารถขยายความ เชื่อมโยงคอนเซ็ปต์ต่างๆ และดึงความหมายของคำต่างๆ ออกมาได้ สามารถนำไปปรับใช้กับงานด้านกฎหมายเพื่อวิเคราะห์หาเคสที่มีความเกี่ยวข้องกับเคสที่ต้องการได้
- บริการ Personality Insights
- สามารถวิเคราะห์บุคลิกภาพของแต่ละคนได้จากข้อความบนทวิตเตอร์หรือบทความที่บุคคลนั้นๆ เขียนขึ้น ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับงานด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติที่ผู้สมัครงานแต่ละตำแหน่งควรมี หรือวิเคราะห์คุณสมบัติผู้สมัครแต่ละคนจากเรซูเม่ที่ส่งมา หรืออาจปรับใช้กับงานด้านการตลาด เพื่อช่วยให้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์บุคลิกภาพของลูกค้าแต่ละคน เพื่อพัฒนาโปรโมชั่นหรือแคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
- บริการ Natural Language Classifier
- ช่วยให้แอพต่างๆ สามารถเข้าใจความต้องการและความหมายที่ซ่อนอยู่ในภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน (natural language) พร้อมแสดงคำตอบที่ถูกต้องแม้ว่าคำถามจะมีรูปแบบแตกต่างกันไป
- บริการ Dialog
- ที่สามารถปรับรูปแบบการตั้งคำถามในบทสนทนาให้เข้ากับสไตล์ของผู้ใช้แต่ละคน
2. ความสามารถในการมองเห็น
- ตัวอย่างเช่น
- บริการ Visual Insights
- ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างแอพที่วิเคราะห์ข้อมูลภาพและวิดีโอจากโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้ พร้อมทั้งสามารถอ่านเนื้อหาของภาพเพื่อแสดงมุมมองเชิงลึก ประมวลเทรนด์และแพทเทิร์นต่างๆ วิเคราะห์ความสนใจหรือกิจกรรมที่คนชอบ และช่วยให้สามารถเข้าใจภาพรวมของสิ่งที่คนจำนวนมากกำลังพูดถึงได้
ความสามารถในการสื่อสารด้วยคำพูด
- ตัวอย่างเช่น
- บริการ
IBM Speech to Text และ IBM Text to Speech
- ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโมบายล์แอพที่มีหลายภาษา โดยปัจจุบันครอบคลุมภาษาญี่ปุ่น จีน สเปน และโปรตุเกส และกำลังมีการพัฒนาภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง -
บริการ Alchemy Language
- ที่ช่วยให้สามารถวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึก (Sentiment Analysis) สกัดเอนทิติ (Entity Extraction) สกัดคำสำคัญ (Keyword Extraction) และแท็กเนื้อหาต่างๆ (Content Tagging) ได้ เป็นต้น
เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา
- โดยไอบีเอ็มได้พัฒนาเครื่องมือช่วยรวมชุดข้อมูลต่างๆ เข้ากับ API ของวัตสัน ทำให้การผนวกรวม API ของวัตสันเข้ากับอุปกรณ์โมบายล์ บริการคลาวด์ และระบบต่างๆ ที่เชื่อมต่อกัน เป็นไปได้โดยง่ายและรวดเร็ว พร้อม
บริการ Knowledge Studio
- ที่มีเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งและความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ช่วยให้องค์กรสามารถฝึกฝนแอพค็อกนิทิฟของตนให้ฉลาดขึ้น โดยใช้องค์ความรู้และความชำนาญเฉพาะอุตสาหกรรมที่ตนมีอยู่
ตัวอย่างล่าสุดของการใช้ประโยชน์จาก API ต่างๆ บนวัตสันดิเวลล็อปเปอร์คลาวด์ ได้แก่ การพัฒนาแอพไอบีเอ็มวัตสันเทรนด์ (IBM Watson Trend) เพื่อเป็นตัวช่วยในการให้ข้อมูลเทรนด์สินค้ามาแรง สามารถวิเคราะห์สาเหตุที่สินค้าต่างๆ ได้รับความนิยม เพื่อให้นักช็อปรู้เทรนด์และหาซื้อสินค้านั้นได้ทันก่อนหมดสต็อค โดยเทรนด์แอพใช้ชุด API การวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึก (Sentiment Analysis) การสกัดคำสำคัญ (Keyword Extraction) การแท็กเนื้อหาต่างๆ (Content Tagging) และการจัดแบ่งประเภทหมวดหมู่ (Taxonomy Classification) รวมถึงใช้ความสามารถในการเข้าใจภาษามนุษย์และเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งในการวิเคราะห์ข้อมูลบทสนทนาออนไลน์หลายสิบล้านความคิดเห็นจากโซเชียลมีเดีย บล็อก ฟอรัม คอมเมนต์ การจัดลำดับคะแนน และบทรีวิว ร่วมกับข้อมูลบริบทที่เกี่ยวข้องจาก 10,000 แหล่ง โดยกำหนดคะแนนจาก 0 ถึง 100 ตามสัดส่วนและอัตราการเพิ่มของแต่ละบทสนทนา ทำให้สามารถวิเคราะห์เจาะลึกถึงความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้านั้นๆ ให้เหตุผลว่าทำไมคนถึงเลือกซื้อแบรนด์ต่างๆ พร้อมทั้งใช้อนาไลติกส์เชิงพยากรณ์ในการคาดการณ์ว่าเทรนด์นั้นจะค่อยๆ เงียบหายไป หรือจะยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากแอพอื่นๆ ที่ให้เพียงข้อมูลลำดับความฮิตของสินค้า โดยปัจจุบันสามารถใช้แอพไอบีเอ็มวัตสันเทรนด์ได้ฟรีผ่านเว็บไซต์ หรือดาวน์โหลดแอพสำหรับระบบปฏิบัติการ iOs และ Android ได้ที่ www.ibmwatsontrend.com
##################################
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
ปารณีย์ เรย์มองด็อง
บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด โทรศัพท์: +66 2 273 4164 อีเมล: [email protected]
[1] ที่มา: สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
[2] ประมาณการณ์ว่านักวิทยาศาสตร์ 1 คน สามารถอ่านบทวิจัยได้ 5 ฉบับต่อวัน









