ดร.ณัฐธิดา โชติช่วงภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย : [email protected]
วันก่อนเห็นบทความเรื่องความอ้วนกับการรับประทานอาหาร ที่ระบุถึงความเชื่อเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานแล้วอ้วนอยู่หลายประเด็นด้วยกัน แต่ผู้เขียนมาสะดุดตรงเรื่องที่ว่า “อาหารแช่แข็งหรืออาหารฟรีซมีส่วนผสมของเกลือ (โซเดียม) ที่มากเกินไป?” ในฐานะคนทำงานด้านอาหารมาตลอด จึงหาคำตอบเรื่องนี้มาให้ทราบกัน
สำหรับปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการต่อวันนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข กำหนดปริมาณแนะนำไว้ที่ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับบริโภคเกลือได้ไม่เกินวันละ 1-1.5 ช้อนชา ส่วนน้ำปลาสามารถบริโภคได้ไม่เกิน 5 ช้อนชาต่อวัน
โซเดียมเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย จัดอยู่ในจำพวกเกลือแร่ เราได้รับโซเดียมจากอาหารควบคู่ไปกับคลอไรด์ในรูปโซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride) หรือ เกลือแกง เป็นส่วนใหญ่หรือได้รับโซเดียมจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่ให้รสเค็มอาทิ นํ้าปลา ซีอิ๊ว กะปิ โชยุ ปลาร้า เต้าเจี้ยว หรืออาจจะได้จากอาหารหมักดอง ในเมื่อโซเดียมจำเป็นกับร่างกายแล้วทำไมต้องควบคุมปริมาณที่จะเข้าสู่ร่างกาย?
ก็เพราะโซเดียมส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการจะถูกขับออกที่ไต ถ้าบริโภคโซเดียมมากเกินไปร่างกายอาจขับออกไม่หมด ส่วนใหญ่ปริมาณโซเดียมที่ถูกขับออกไม่หมดนี้จะอยู่ในเลือดและเมื่อโซเดียมมีปริมาณมากขึ้น ร่างกายจะต้องการน้ำมากขึ้นเพื่อรักษาระดับโซเดียมในเลือดไม่ให้มีความเข้มข้นสูงเกินไป ซึ่งจะส่งผลทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายผิดปกติ
ดังนั้น หากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป จะทำให้ปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียนสูงขึ้น จึงส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว อย่างเช่น ไตวายภาวะความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
ส่วนประเด็นการใช้โซเดียมในการปรุงอาหารโดยเฉพาะอาหารแช่แข็งนั้น ผู้ประกอบการจะต้องยึดตามมาตรฐานที่อย.กำหนดอยู่แล้ว ดังนั้นประเด็นการใส่โซเดียมมากเกินไปจึงไม่น่าเป็นไปได้ เพราะในขั้นตอนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร (ขอเครื่องหมาย อย.) หากผลิตสินค้าออกมาไม่ตรงตามกำหนดของ อย. ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว จึงถือว่าอาหารที่ได้สัญลักษณ์ อย. นี้ได้รับการรับรองคุณภาพสำหรับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นผู้บริโภคควรอ่านฉลากโภชนาการ รวมถึงสังเกตปริมาณโซเดียมที่ระบุบนฉลาก และปัจจุบันบนผลิตภัณฑ์ประเภทของขบเคี้ยวที่หลายคนชื่นชอบก็มีฉลาก GDA (Guideline Daily Amount) หรือที่เรียกว่าฉลากหวาน มัน เค็ม ที่แสดงข้อมูลโภชนาการ ทั้งค่าพลังงาน (กิโลแคลอรี่) น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ไว้ที่ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผู้บริโภคเห็นชัดเจนและยังอ่านง่าย โดยอย.กำหนดให้อาหารสำเร็จรูปพร้อมทานต้องแสดงฉลากGDA ได้แก่มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพองขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้
โดยส่วนตัวแล้วมองว่า สิ่งที่ผู้บริโภคควรระวังมากขึ้น คือพฤติกรรมการบริโภค โดยปรุงอาหารตามใจปากจนเคยชิน แบบไม่มีการชั่งตวงวัดปริมาณเกลือ น้ำปลาหรือซอสต่างๆ เพราะโดยปกติผู้บริโภคที่นิยมรับประทานอาหารรสจัด ก็มักจะเติมเครื่องปรุงรสทั้งน้ำปลาน้ำตาลพริก เพื่อให้มีรสชาติที่เข้มข้น ผู้บริโภคบางคนเติมเครื่องปรุงทั้งน้ำปลา น้ำตาล ก่อนจะชิมอาหารก็มี และเมื่อไม่ทราบปริมาณโซเดียมในอาหารเช่นนี้ ก็เป็นการยากที่จะควบคุมปริมาณโซเดียมที่ได้รับให้เหมาะสมในแต่ละวัน
ในปัจจุบันเรื่องการลดโซเดียมในอาหารไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทย หากแต่กลายเป็นกระแสที่ทั่วโลกกำลังหันมาให้ความสนใจ เนื่องจากการบริโภคอาหารที่มีปริมาณโซดียมสูงนั้น แปรผันตรงกับภาวะโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งถือเป็นภาวะวิกฤติระดับโลก(Global Crisis) โดยองค์การอนามัยโลกได้ออกแคมเปญเพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประชากรซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญและตั้งเป้าหมายในระดับประเทศว่า”ต้องลดการบริโภคโซเดียมในประชากรลง 30% ภายในปี 2023” ทั้งยังแนะนำให้ประชากรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน
ความสำเร็จของการลดปริมาณการบริโภคโซเดียม เกิดขึ้นแล้วในประเทศนอร์เวย์ แต่กว่าจะสำเร็จได้เป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้เวลานานถึงกว่า 30 ปี ในการรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่รัฐบาลระบุให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ มีการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน จากนั้นจึงเชิญภาคเอกชนผู้ผลิตอาหารมาทำความเข้าใจถึงความจำเป็นในการลดปริมาณโซเดียมที่อยู่ในอาหาร ที่สำคัญคือการให้ความรู้และชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไปให้ผู้บริโภคชาวนอร์เวย์รับทราบ กำหนดและควบคุมปริมาณโซเดียมในอาหารสำหรับเด็กอย่างเคร่งครัด
ทั้งหมดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค โดยค่อยๆลดปริมาณโซเดียมในอาหารตามท้องตลาดลงเรื่อยๆ จนชาวนอร์เวย์คุ้นชินกับอาหารที่มีรสเค็มลดลง กระทั่งประสบความสำเร็จในที่สุด นี่จึงเป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ จากการแลกเปลี่ยนความรู้กับ Assistant Professor Cristina Alamprese, Ph.D.จาก Food Science and Technology Division, University of Milan ประเทศอิตาลี ซึ่งชาวอิตาเลียนเองก็มีความพยายามในการลดปริมาณการบริโภคโซเดียมเช่นกัน โดยให้ความรู้กับผู้บริโภคถึงพิษภัยของโซเดียมหากบริโภคมากเกินไป เพราะคนอิตาลีชอบรับประทานแฮม ไส้กรอกรสเค็ม หรือแม้แต่ขนมปังและเบเกอรี ที่ส่วนใหญ่มีเกลือเป็นส่วนประกอบ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการหันมาลดปริมาณการใช้เกลือในผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น
ท้ายนี้ขอแนะนำผู้บริโภคว่าควรจะพยายามลดอาหารที่มีรสเค็ม ไม่รับประทานอาหารรสจัดจนเกินไปและหันมารับประทานอาหารรสชาติจืดแทนแม้ว่าการลดการกินเค็มไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าต้องการมีสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากโรคภัยก็แนะนำให้เริ่มทำตั้งแต่วันนี้./








