วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุทธศาสตร์ ส.ก. รุกสนามเมืองหลวง โชว์“นโยบายเขต”ฟื้นกระแสเพื่อไทย

"หากคนกทม.เลือกผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคเพื่อไทย ประชาชนจะได้นโยบายที่ทำได้จริงตามที่เราสัญญาเอาไว้ นโยบายในทุกยุคของพรรคเพื่อไทย เราทำได้จริงทุกครั้ง พรรคอื่นเขาเสนอนโยบายแล้วทำไม่ได้จริงก็มี แต่พรรคเพื่อไทยทำนโยบายแล้ว เราทำได้จริงทุกครั้ง”

พรรคเพื่อไทย เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยส่งผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก.ลงชิงเก้าอี้ครบทั้ง 50 เขต พร้อมเปิด 5 นโยบายหลักสำหรับ กทม. และยังเน้นรายเขต เพื่อส่งสารไปยังคนกรุงและฐานเสียง ว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมกลับมาดูแลคน กทม.

“กรุงเทพธุรกิจ” พูดคุยกับ "พวงเพ็ชร ชุนละเอียด" ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ส.ก. พรรคเพื่อไทย ถึงนโยบายของพรรคที่จะกลับมาทวงคืนพื้นที่เมืองหลวง คุณภาพของว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. และแนวทางการทำงานในสภากรุงเทพฯ ของพรรคเพื่อไทย ที่จะต้องเน้นงานด้านการตรวจสอบการดำเนินนโยบายของฝ่ายบริหาร กทม.

การคิกออฟเปิดตัวนโยบาย และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เพื่อไทย ได้นำเสนอ 5 นโยบายหลักของพรรคทั้ง 50 เขต ภายใต้แคมเปญ “BANGKOK BLING กรุงเทพฯ มั่งคั่ง” ด้วยสโลแกน “เลือกเพื่อไทย เลือกอนาคตที่มั่งคั่งให้คนกรุงเทพฯ” เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นรูปธรรม ได้แก่

“30 บาท ถึงที่หมาย”  ผลักดันให้กระทรวงคมนาคมบริหารจัดการรถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟลอยฟ้า หน่วยงานเดียว เพื่อการบริหารค่าโดยสารที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย เสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ผู้โดยสารจะเข้ามาใช้งานมากขึ้น ทำให้ค่าตั๋วโดยสารถูกลงด้วย

“50 เขต 50 โรงพยาบาล” ยกระดับศูนย์บริการสาธารณสุขที่มีอยู่แล้วเขตละ 1 แห่ง หรือสร้างโรงพยาบาลชุมชนขนาด 120 เตียง ที่สามารถดูแลประชาชนเบื้องต้นแบบครบวงจร โดยให้ กทม. รับงบประมาณกองทุนประกันสุขภาพจำนวน 15,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการเอง

“437 สถานศึกษา พัฒนาสร้างรายได้” ด้วยการเปิดพื้นที่โรงเรียนในสังกัด กทม. 437 แห่ง ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ให้เป็นพื้นที่ของงาน เงิน และอนาคต ทั้งการศึกษาในระบบ โดยเพิ่มการเรียนภาษาที่ 2 อังกฤษและจีน เพิ่มทักษะคอมพิวเตอร์และโปรแกรมมิ่ง เพื่อให้เด็กและเยาวชน มีทักษะความรู้ในโลกสมัยใหม่ รวมทั้งการศึกษานอกระบบ ต้องทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Maker space) โดย กทม. มีหน้าที่สนับสนุนงบประมาณ จัดจ้างครู อุปกรณ์ เช่น การทำอาหาร ตัดเย็บเสื้อผ้า โรงถ่ายหนัง มาสร้างสรรค์งานร่วมกัน จนเกิดเป็นสตาร์ทอัพ

“กองทุนพัฒนาชุมชน 200,000 บาท” ทุกชุมชนใน กทม.ไม่เกิน 6,000 แห่ง ชุมชนแออัด หมู่บ้าน และคอนโด ต้องได้รับงบประมาณ 200,000 บาทต่อปี ให้แต่ละชุมชนนำเสนองบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่ผ่านเขตของตนเองได้ โดยจะมีคณะกรรมการที่ได้รับการเลือกตั้งภายในชุมชน มีผลงานชัดเจนจากการบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองมาแล้ว มาร่วมตัดสินใจใช้งบประมาณแบบมีส่วนร่วม

"50 เขต 50 ซอฟต์พาวเวอร์" คนชุมชน หรือย่านนั้น จัดงานแสดงศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร แฟชัน ดนตรี โดยคนในท้องถิ่นที่จะสามารถออกแบบอีเวนต์เพื่อดึงดูดเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเงินด้วยตนเอง กรุงเทพฯ จะไม่หลับใหล เปิดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลัง สร้างงาน สร้างเงินให้กับประเทศ

สำหรับการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคเพื่อไทย “พวงเพ็ชร” เล่าว่า คณะกรรมการสรรหาได้คัดเลือกบุคคนที่มีคุณสมบัติตามที่เราตั้งไว้ และต้องเป็นคนที่เข้าไปดูแลประชาชน ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารกทม. เป็นต้น เราต้องการคัดคนคุณภาพ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนกรุงเทพฯ

ยุทธศาสตร์ ส.ก. รุกสนามเมืองหลวง   โชว์“นโยบายเขต”ฟื้นกระแสเพื่อไทย

เรามีผู้สมัคร ส.ก.ที่จบปริญญาเอก 6 คน จบปริญญาโท 23 คน อดีต ส.ก.8 คน โดยอดีต ส.ก.จะมีบทบาทเป็นพี่เลี้ยงของน้องๆในการทำหน้าที่ ส่วนคนรุ่นใหม่เรามุ่งหวังให้นำความรู้ หรือประสบการณ์ที่ทำงานมามาร่วมมือกับอดีต ส.ก.เพื่อทำนโยบายด้วยกัน

“ก่อนทำนโยบายเราได้มอบหมายให้ผู้สมัคร ส.ก. ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลปัญหาของคนในพื้นที่ เนื่องจากเราต้องการนำปัญหาที่เกิดขึ้นจริง มาทำนโยบายเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ที่สำคัญเรามอบหมายให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. แต่ละพื้นที่ ทำนโยบายของพื้นที่ตัวเองด้วย เพราะหากได้รับเลือกให้เป็น ส.ก. จะได้ทำนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่”

“พวงเพ็ชร” ระบุต่อว่า ในฐานะผอ.เลือกตั้ง ส.ก. ดิฉันได้กำชับให้ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ทำการบ้านเรื่องการตรวจสอบการใช้งบประมาณของกทม. โดยงบประมาณของกทม.กว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ต้องได้รับการตรวจสอบว่า ได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ส.ก. ต้องทำหน้าที่ในสภากทม. ไม่ให้การใช้ประมาณสูญเปล่า ต้องตรวจสอบ เสนอแนะ ติดตามโครงการและการทำงานของฝ่ายบริหารกทม.

“โจทย์หลักของ ส.ก. พรรคเพื่อไทย ต้องรู้ว่าปัญหาในพื้นที่มีอะไรบ้าง ต้องรู้ว่าประชาชนต้องการอะไร หากไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร และประชาชนต้องการอะไร คุณจะมาเป็น ส.ก. พรรคเพื่อไทยไม่ได้ เพราะแนวทางของพรรคเพื่อไทยคือการทำงานเชื่อมโยงกับประชาชน”

ปัญหาของกทม.ในช่วง 5 ปีหลัง ที่ผู้ว่าฯกทม.และส.ก.มาจากการแต่งตั้ง แทบไม่มีการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารกทม. ส่งผลให้หลายโครงการที่กทม.ทำไม่ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ บางพื้นที่ไม่ต้องการโครงการที่ฝ่ายบริหารกทม.นำไปสร้างให้กับประชาชนด้วยซ้ำ ตรงนี้คือปัญหาใหญ่ต้องแก้

“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือในช่วงสถานการณ์โควิด-19 คนกทม.ประสบปัญหาเยอะมาก แต่ฝ่ายบริหารกทม.กลับทำงานล่าช้า และส.ก.แต่งตั้งไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ตัวเองรับผิดชอบมากเท่าที่ควร ประชาชนจึงต้องช่วยดูแลกันเอง ผู้สมัคร ส.ก. พรรคเพื่อไทย ก็ได้เข้าไปดูแลประชาชนในพื้นที่ จนติดโควิด-19 ไป 16 คน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ ทุกคนมีจิตอาสา เพื่อช่วยเหลือประชาชน”

“ดิฉันรับปากเลยว่าหากคนกทม.เลือกผู้สมัคร ส.ก. จากพรรคเพื่อไทย ประชาชนจะได้นโยบายที่ทำได้จริงตามที่เราสัญญาเอาไว้ นโยบายในทุกยุคของพรรคเพื่อไทย เราทำได้จริงทุกครั้ง พรรคอื่นเขาเสนอนโยบายแล้วทำไม่ได้จริงก็มี แต่พรรคเพื่อไทยทำนโยบายแล้ว เราทำได้จริงทุกครั้ง”

สำหรับความเชื่อมโยงกับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. ซึ่งแม้จะประกาศลงสมัครในนามอิสระ แต่ถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย “พวงเพ็ชร” อธิบายว่า ท่านชัชชาติ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย แต่เมื่อลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ประสงค์อยากลงอิสระ เพราะการทำงานผู้ว่าฯกทม.ต้องประสานหลายหน่วยงาน ต้องของบประมาณจากรัฐบาล จึงต้องการลงอิสระเพื่อความคล่องตัว ถามว่าเราสนับสนุนท่านชัชชาติไหม เราก็ต้องสนับสนุน

ยุทธศาสตร์ ส.ก. รุกสนามเมืองหลวง   โชว์“นโยบายเขต”ฟื้นกระแสเพื่อไทย

“ท่านชัชชาติเป็นเหมือนเส้นเลือดฝอยของเรา ท่านชัชชาติขยันทำงาน เราจึงอยากให้ประชาชนมองที่ความสามารถของท่าน อีกทั้งนโยบายของท่านชัชชาติกับนโยบายของ ส.ก.เพื่อไทยมีความใกล้เคียง หากท่านชัชชาติได้เป็นผู้ว่าฯ และส.ก.พรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้งเยอะ จะสามารถทำงานเกื้อหนุนกันได้ ประโยชน์ก็ตกอยู่ที่ประชาชน” พวงเพ็ชร ระบุ

ส่วนพรรคเพื่อไทยจะมีอีเวนท์ให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย ลงช่วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ลงพื้นที่หาเสียง เพื่อชิมลางสนามการเมืองเลยหรือไม่นั้น “พวงเพ็ชร” กล่าวว่า “น้องอุ๊งอิ๊ง เป็นหัวหน้าครอบครัวของพรรคเพื่อไทย อาจจะออกไปหาสมาชิกครอบครัวบ้าง ในส่วนนี้ก็อาจจะลงไปช่วยบ้าง”

“เรื่องน้องอุ๊งอิ๊ง ดิฉันไม่อยากให้มองว่า น้องเป็นลูกใคร เราควรมองน้องที่ความสามารถ ซึ่งน้องอุ๊งอิ๊งเรียนจบมาจากต่างประเทศ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มองอนาคต ทีมงานของน้องอุ๊งอิ๊งที่เข้ามาก็นำเสนอความคิดใหม่ๆ ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังขาดตรงนี้อยู่”

“พวงเพ็ชร” ทิ้งท้ายว่า พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าหมายไว้เกินครึ่ง เพราะเราอยากได้ ส.ก. ในจำนวนที่สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง

ทั้งหมดคือแนวคิด แนวนโยบาย ยุทธวิธีของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องลงสู้ศึกเลือกตั้ง ส.ก.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.นี้ และเป็นสนามที่จะพิสูจน์ฝีมือของ “พวงเพ็ชร” ว่าจะปีนขึ้นไปอยู่ในระดับ “เจ้าแม่นครบาล” ได้หรือไม่ เพราะหากพรรคเพื่อไทยได้ ส.ก. ตามเป้าที่วางเอาไว้ เครดิตทางการเมืองภายในพรรคของ “พวงเพ็ชร” มีโอกาสจะขยับชั้นการเมืองทันที