หนึ่งในกลยุทธ์ของ “สกลธี” จึงเตรียมพรีเซนต์รูปแบบการทำงานเป็นทีมเวิร์กพยายามชักชวนคนระดับหัวกะทิ โปรไฟล์ดี มีชื่อเสียงในแต่ละสายงานมาผนึกกำลัง
คงไม่ต้องให้หมอดูที่ไหนฟันธง ก็รู้ว่าสนาม “ผู้ว่าฯ กทม.” ที่กำลังจะ “เลือกตั้ง” กันในช่วง พ.ค. นี้ แข่งขันกันจริงจัง ดุเดือดแค่ไหน ถ้าจะแบ่งประเภทของแคนดิเดตผู้สมัคร จะพบว่ามีทั้งลงแบบสังกัดพรรค และลงแบบอิสระ ที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่ามีข้อดี ข้อเสีย สำหรับตัวเองแตกต่างกันไป
หนึ่งในแคนดิเดตผู้สมัคร อย่าง เดอะจั้ม “สกลธี ภัททิยกุล” ที่ตัดสินใจลงสู้ศึกครั้งนี้ ได้เตรียมตัวมาพักใหญ่ มีการวางตัวทีมงาน ทีมกลยุทธ์ ไว้คอยวางแผนงาน คิดแคมเปญ อยู่เบื้องหลัง โดยค่อยๆ ทยอยปล่อยของทีละอย่างสู่สาธารณะ
ก่อนหน้านี้ ก็ได้เปิดตัวเว็บไซต์ www.กทมช่วยบอกที.com รับฟัง
ความเห็นคนกรุง เพื่อนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหา พร้อมๆ กับชู สโลแกน “กรุงเทพดีกว่านี้ได้” รวมถึงแฮชแท็กที่พยายามให้ติดหูด้วยวลีที่ว่า “กทmore” และในวันที่ 24 มี.ค.นี้ มีนัดเปิดตัว แถลงนโยบายสู้ศึกผู้ว่าฯ กทม.
การลงสมัครของ “สกลธี” อาจจะแตกต่างจากผู้สมัครรายอื่นที่ชูจุดขายเรื่องวันแมนโชว์เป็นหลัก แต่หากผู้สมัครรายนี้ รู้ดีว่า ปัญหาในกรุงเทพฯใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่คนคนเดียวจะจัดการได้
หนึ่งในกลยุทธ์ของ “สกลธี” จึงเตรียมพรีเซนต์รูปแบบการทำงานเป็นทีมเวิร์กพยายามชักชวนคนระดับหัวกะทิ โปรไฟล์ดี มีชื่อเสียงในแต่ละสายงานมาผนึกกำลัง
หลายคนที่ได้รับการทาบทาม ตัดสินใจมาร่วมงานการเมือง ชนิดที่คีย์แมนเบื้องหลังคนสำคัญของ “สกลธี” แทบไม่เชื่อสายตาว่าจะสามารถดึงคนเหล่านั้นเข้ามาได้ และพร้อมเปิดหน้า เปิดตัว
สิ่งหนึ่งที่ “สกลธี” ได้ประสบการณ์ในตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. ก่อนหน้านี้ คือเห็นอุปสรรคของการพัฒนาเมืองหลวง คือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีกฎระเบียบบางส่วนล้าสมัย ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม เรื่องนี้จึงเป็นอีกเป้าหมายของ “สกลธี” ที่อยากจะเดินหน้าแก้ไข
นอกจากนั้น เมื่อลองสแกนไปยังเฟซบุ๊คส่วนตัวของ แคนดิเดตผู้ว่าฯกทม. ที่ล่าสุดเพิ่งปล่อยซิงเกิล ที่จะใช้ในแคมเปญหาเสียง เจ้าตัวลงทุนมาร้องแร็พด้วยตัวเอง
ในบางโพสต์ก็จะพบว่า มีคนเข้ามาคอมเมนต์อย่างหลากหลาย เช่น เสนอแนะอยากให้ทำนโยบายนั้น นโยบายนี้ หรือแม้แต่เอาผลงานที่ “สกลธี” เคยแก้ปัญหามาลงไว้ด้วย
สนามผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นสังเวียนปราบเซียน ทุกอย่างพลิกผันได้จนนาทีสุดท้าย นอกจากนโยบายที่เป็นตัวชูโรงแล้ว ยังต้องวัดกันด้วยกระแส ที่ต้องโดนใจโหวตเตอร์ หากสามารถดึงสวิงโหวตประมาณ 30-40% มาได้น่าจะเป็นจุดชี้ขาด
ดังนั้น ต้องรอลุ้นว่า“สกลธี”จะขยับขึ้นมาเป็น“ม้ามืด”เบียดบรรดาตัวเต็ง ได้มากน้อยแค่ไหน





