วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ชทพ."หารือ "ทีดีอาร์ไอ" เดินหน้าทำนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

"กัญจนา-วราวุธ" นำส.ส.ชาติไทยพัฒนา หารือทีดีอาร์ไอ แลกเปลี่ยนความเห็นเชิงนโยบาย ต่อยอดเป็นนโยบายสู้ศึกเลือกตั้ง

         น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมด้วย แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา อาทิ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฐานะ ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ , นายนิกร จำนง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ,    เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงนโยบายร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) โดยมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้าร่วม  อาทิ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันทีดีอาร์ไอ,   ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ นโยบายเกษตรสมัยใหม่ ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส นโยบายด้านภูมิอากาศและการพัฒนาสีเขียว, นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา

 

             ทั้งนี้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีดีอาร์ไอ พรรคชาติไทยพัฒนา จะนำไปต่อยอดขับเคลื่อนในเชิงนโยบายของพรรค ที่ใช้ในการเลือกตั้งส.ส.ที่จะเกิดขึ้น

       โดย ดร.กรรณิการ์ ตั้งข้อสังเกตว่าด้วยทิศทางของนานาประเทศที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยมีมาตรการกีดกันทางกาาค้าระหว่างประเทศขึ้นมาบังคับใช้กับสินค้า นำเข้า-ส่งออก เช่น สหภาพ ที่ผลักดันมาตรการการควบคุมคาร์บอนฟุตปรินท์ในสินค้าที่จะส่งออกไปยังสหภาพยุโรป จะต้องมีคาร์บอนฟุตปรินท์ไม่เกินมาตรฐานที่กำหนด ตรงนี้จะเป็นปัจจัยภายนอกประเทศที่จะบีบบังคับให้ภาคเอกชนต้องปรับตัวและเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต

 

         "แรงบีบบังคับจากนอกประเทศอาจไม่เพียงพอ รัฐเองจำเป็นต้องผลักดันกฏหมายและมาตรการบางอย่างออกมารองรับ เช่น การจัดเก็บภาษีคาร์บอนให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นรูปเป็นร่างและสัมฤทธิ์ผลได้จริง" ดร.กรรณิการ์ กล่าว

 

         ด้านนายวราวุธ กล่าวว่า ข้อเสนอของทีดีอาร์ไอสอดคล้องกับนโยบาย เศรษฐกิจสีเขียว ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังดำเนินนโยบายอยู่ และกำลังเร่งผลักดันเพื่อพัฒนาข้อกฏหมายในหลายๆด้าน ให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การเร่งผลักดันการจัดตั้งตลาดซื้อ-ขาย คาร์บอนเครดิต เพื่อนำมาใช้ควบคุมปริมาณคาร์บอนฟุตปรินท์ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และคมนาคม โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าคาร์บอนเครดิตในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่ไปกับนโยบายส่งเสริมการอนุรักษ์และขยายพื้นที่ป่า ผ่านโครงการต่าง เช่น การจัดตั้งป่าชุมชน การจัดสรรที่ดินทำกิน

 

           "การผลักดันข้อกฏหมายต่างๆ ต้องคำนึงถึงผลกระทบและแรงต้านทานจากภาคส่วนธุรกิจที่อาจเกิดขึ้น แต่อย่างไรเสีย ในท้ายที่สุด ประเทศไทยก็จำเป็นจะต้องเดินไปข้างหน้าตามแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่อาจหนีพ้น จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญของภาครัฐ ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนทั้งประชาชน และเอกชน เห็นตรงกันให้ได้ว่าการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะสร้างมูลค่าและรายได้อย่างยั่งยืนได้ในอนาคต เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่จะจ่าย" นายวราวุธ กล่าว

 

          นายวราวุธ ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสถานการณ์ปัจจุบันด้านการเกษตร ว่า  ประเทศไทยประสบปัญหาด้านขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรที่ลดลง ที่เกิดจากทั้งภาวะโลกร้อน และการขาดเทคโนโลยีการเกษตรที่ทันสมัย มีการคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า อายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทย จะเพิ่มขึ้นจาก 55 ปี เป็น 65 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามูลค่าตลาดด้านการเกษตรกำลังหดตัวลง ไม่สามารถจูงใจคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาอยู่ในตลาดได้ 

 

            นายวราวุธ กล่าวว่า จากการเดินทางไปร่วมประชุม COP26 ที่ผ่านมา ตนได้เจรจากับนานาประเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม มาปรับใช้ในระบบการเกษตรประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทางด้านเทคโนโลยีและเงินทุนสิ่งแวดล้อมจากอังกฤษและเยอรมัน ในการเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร เช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีการทำแปลงทดลองปลูกข้าวด้วยองค์ความรู้เปียกสลับแห้ง ที่ทำให้ใช้น้ำในกระบวนการปลูกน้อยลง และสร้างก๊าซมีเทนน้อยกว่าการปลูกแบบเดิม นอกจากนั้นได้ค้นหาวิธีเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ของเกษตรกร