"ไทยภักดี" ยื่นหนังสือ กมธ.แก้กฎหมายลูก ขอให้เขียนสูตรคำนวณ ส.ส. คำนึงทุกเสียงของประชาชน ด้าน "นิกร" เผยประชุมวันนี้ ลุยถก "ส.ว." ปมแก้ไพรมารี่โหวต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคไทยภักดี นำโดย นายวสันต์ มีวงษ์ รองหัวหน้าพรรค ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) รัฐสภา ผ่านนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะเลขานุการ กมธ.ฯ เพื่อให้พิจารณาทำเนื้อหาที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการคำนวณส.ส. ที่ให้ความสำคัญกับคะแนนเสียงของประชาชน ไม่ตกน้ำ รวมถึงให้การคุ้มครองประชาชน ไม่ให้มีความผิดต่อกรณีที่ถูกซื้อเสียง และควรเพิ่มรางวัลนำจับให้ประชาชนที่ชี้เบาะแสการซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อให้การเลือกตั้งสุจริตโปร่งใส ขณะเดียวกันควรกำหนดข้อห้ามใช้จ่ายเงินช่วยหาเสียงด้วยเงินสด แต่ให้ทำผ่านแอพพลิเคชั่นของธนาคารเท่านั้น
ทั้งนี้นายนิกร กล่าวภายหลังจากรับหนังสือดังกล่าว ถึงการประชุม ซึ่งเริ่มพิจารณารายละเอียดของร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่...) พ.ศ... เป็นวันแรก ว่า จะเข้าสู่การพิจารณารายละเอียดทันที โดยเฉพาะการแก้ไขว่าด้วยการเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารี่โหวตที่ทุกพรรคการเมืองเจอปัญหา แต่อาจถูกโต้แย้งจากส.ว. ที่เป็นกรรมาธิการฯ โดยอ้างว่า ขัดรัฐธรรมนูญ
"พรรคการเมือง ต้องมีการพูดคุยกันกับส.ว. เพราะในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว หลังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เสนอเนื้อหาต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในขณะนั้นไม่ได้ระบุถึงการทำไพรมารี่โหวตไว้ ขณะเดียวกันพรรคการเมืองไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาของ สนช. จนเกิดปัญหาในขั้นตอนปฏิบัติ ทำให้ คสช. ต้องออกคำสั่ง มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งกระบวนการไพรมารีโหวต และตัวแทนพรรคการเมือง หรือ สาขาพรรคประจำเขตการเลือกตั้ง" นายนิกร กล่าว
นายนิกร กล่าวย้ำถึงการวางปฏิทินทำงานด้วยว่า กมธ.จะทำให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน แต่เมื่อกมธ. พิจารณาไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ในช่วงปลายเดือนนี้ กรรมาธิการฯจะหารือร่วมกันว่า ควรจะปรับเพิ่มเวลาหรือเพิ่มวันในการพิจารณา เพื่อให้ทันต่อเป้าหมายในเดือนเมษายนหรือไม่ และให้สามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาวาระ 2 หลังเปิดสมัยประชุมสภา ในปลายเดือนพฤษภาคมได้ทันที ส่วนความจำเป็นในการขอเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญ เพื่อมาพิจารณาร่างกฎหมายการเลือกตั้งโดยเฉพาะนั้น ยังจะต้องรอกรรมาธิการฯ หารือถึงเหตุความจำเป็นก่อน และหลังจากนั้นจึงเสนอต่อนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาต่อไป.





