ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่ออภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีนายชวน หลีกภัยประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานที่ประชุม ได้เริ่มขึ้น เมื่อเวลา 09.50 น. โดยยก่อนเข้าสู่เนื้อหา
นายชวน ชี้แจงกติกา ว่า การนำเสนอเอกสารเพื่อประกอบการอภิปรายนั้นไม่ต้องนำเสนอเพื่อขออนุญาตก่อน แต่หากปรากฎภาพที่ไม่เหมาะสม ประธานมีสิทธิไม่อนุญาตได้ ทั้งนี้การอภิปรายไม่ไว้วางใจขอให้หลีกเลี่ยงถ้อยคำที่หยาบคาย
จากนั้นเวลา 09.58 น. นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเปิดญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นายสมพงษ์ อภิปรายย้ำถึงพฤติการณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า การบริหารผิดพลาด ฉ่อฉล และทุจริตต่อหน้าที่ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ต่อประเด็นการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการป้องกันโรคให้ประชาชน ทั้ง การจัดหาวัคซีนทางเลือก วัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้ประชาชน, เครื่องมือตรวจเชื้อที่มีมาตรฐาน
“การจัดหาเครื่องมือ และวัคซีนป้องกันโควิด นั้นไม่มีแผนงาน ไร้ทิศทาง ทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน รวมถึงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประชาชน แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา แต่พบกาใช้จ่ายยไร้ทิศทาง ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง สร้างหนี้สาธารณะชนเพดาน หนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ คนตกงาน ส่วนมาตรการที่รัฐบาลกำหนดไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเพียงพอ ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ทุจริตต่อหน้าที่หลายเรื่อง ทั้งการกระจายวัคซีนที่เลือกปฏิบัติ, การซื้อวัคซีนที่เลี่ยงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งลักษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์มีลักษณ์ค้าความตาย ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข หวังกอบโกยประโยชน์บนคราบน้ำตาประชาชน” นายสมพงษ์ อภิปราย
นายสมพงษ์ อภิปรายด้วยว่าสำหรับนายอนุทิน ไร้ความสามารถที่จะทำให้สถานการณ์ระบาดโควิด-19 ยุติลง อีกทั้งยังมุ่งแสวงหาประโยชน์จากการจัดหาวัคซีน, นายสุชาติ ไร้ความรู้ความสามารถต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานในภาวะที่โควิด-19 สร้างผลกระทบ อีกทั้งยังพบการใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ทำสิ่งที่ขัดต่อผลประโยชน์, นายศักดิ์สยาม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ และจงใจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีความซื่อสัตย์ โดยบุกรุกครองที่ดินของรรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติอย่างฉ่อฉล,นายเฉลิมชัย ไร้ความสามารถบริหารงาน ปล่อยให้เกิดโรคระบาดสัตว์ จนส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และนายชัยวุฒิ พบการใช้ตำแหน่งและสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยยกในสังคมมุ่งประโยชน์การเมืองมากกว่าประโยชน์ประเทศและประชาชน
“ผู้นำประเทศมีความโอหัง คลั่งอำนาจ ขาดความรู้และความสามารถจัดการปัญหา บริหารงานด้วยปาก พบมีการแก้ปัญหาผ่านคำแถลงที่ตำหนิประชาชน ผู้นำไทยไร้ความสามารถ ไม่เข้าใจและประเมินสถานการณ์โรคระบาดทำให้เกิดผลกระทบของโรคระบาดไม่สามารถปกป้องประชาชนจากวิกฤตได้ ผู้นำรวบอำนาจและบริหารเก่งคนเดียว ขาดความรู้ ความสนใจรับฟังเสียงประชาชน ทำให้การจัดการของพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่แก้ปัญหาแต่ถูกด่าประจำ ด้วยความคับแค้นของประชาชน ทั้งนี้ประชาชนสิ้นหวัง แต่ผู้นำยิ้มร่า ทั้งนี้มีประชาชนล้มตาย ผมขอถามว่าพล.อ.ประยุทธ์มีประชาชนในหัวใจหรือไม่ ท่านจะยอมรับหรือไม่ว่า ทุกๆ 7 นาที มีคนตายเพราะการบกพร่อง ล้มเหลวแก้โควิด-19 ของท่าน” นายสมพงษ์ อภิปราย
นายสมพงษ์ อภิปรายย้ำว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์และพวก คือ รัฐบาลที่กล้าค้าความตายกับประชาชน ไม่เร่งหาจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ตนขอให้ชี้แจงว่าประเด็นวัคซีนแก้โควิด-19 นั้นมีปัญหาและทุจริต โดยยตนขอให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้นอกจากการอภิปรายของส.ส.ฝ่ายค้าน ยังพบว่ามีประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกเช่นกัน จึงขอให้ส.ส.หยุดมองประโยชน์ส่วนตน เปิดหัวใจมองเห็นชีวิตประชาชน ร่วมเจตจำนงกับประชาชนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก
"ส.ส.รัฐบาลต้องเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้นำคือความอับอายของประเทศ ไม่สามารถทำให้ประเทศพ้นวิกฤต ไม่ใช่ผู้นำที่แก้ปัญหาใดๆ ไม่ใช่ผู้นำของอนาคตหรือความหวังของลูกหลาน แต่คือสิ่งไร้ค่าความหมายในความทรงจำของคนรุ่นต่อไป ผมและพรรคฝ่ายค้านเห็นว่า ไม่อาจไว้วางใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ทำหน้าที่บริหารราชการต่อไป" นายสมพงษ์ อภิปรายญัตติทิ้งท้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายสมพงษ์ อ่านญัตติไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ พบว่า นายสมพงษ์ อ่านชื่อนายกรัฐมนตรีผิด โดยครั้งแรก อ่านว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก่อนที่จะถูกส.ส.พรรคเพื่อไทย กระซิบบอกว่า อ่านผิด ทำให้นายสมพงษ์ กล่าวขอโทษและแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ยังพบว่าในการอ่านชื่อครั้งที่สองนั้น ได้อ่านนามสกุลของพล.อ.ประยุทธ์ ผิด เป็น ยงใจยุทธ นอกจากนั้นยังพบว่ามีการประท้วงจากส.ส.พรรคพลังประชารัฐ อยู่เป็นระยะ ทั้งนี้นายชวน ได้ห้ามปราบและระบุว่าการประท้วงทำให้เสียเวลา.