วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิชา' แนะจับตา กระบวนการสอบสวน คดี 'ผกก.โจ้' ชี้มีเหตุ 'ผิดปกติ'

“วิชา มหาคุณ” ยกคำพิพากษาศาลฎีกา ชี้ การนำถุงดำคลุมหัวมีเจตนาฆ่า จับตากระบวนการสอบสวนส่อผิดปกติ จี้ ครม.เร่งดันพ.ร.บ.สอบสวนไปพร้อม พ.ร.บ.ตำรวจฯ

       ที่รัฐสภา วันนี้ (27ส.ค.)นายวิชา มหาคุณ กรรมาธิการ (กมธ.) และที่ปรึกษา กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติ รัฐสภา ตอบคำถามสื่อมวลชน ถึงกรณี พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ อดีต ผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ หลังสังคมยังเคลือบแคลงสงสัยในกระบวนการยุติธรรมโดยเกรงว่า อาจมีการช่วยเหลือกันหรือไม่ เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจว่า ขอใช้คำว่าอย่าปิดเแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ เพราะเป็นการเปิดโปงกระบวนการทั้งหมดว่า มีการกระทำเป็นอย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยหลังจากเกิดเหตุ มีการถอดกล้องวงจรปิดออกหมด แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ที่ไม่เห็นด้วยและทนไม่ไหว ได้แจ้งข้อมูลและส่งคลิปภาพมาเปิดเผย หากไม่ใช่คนวงในก็คงจะไม่มีข้อมูลที่มาเปิดเผย

       "ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความไม่เห็นด้วยของทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจเหมือนกับการเปลือยล่อนจ้อนว่า การกระทำนั้นเป็นอย่างไรบ้าง และแสดงถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ชนิดที่ไม่มีใครยับยั้งได้ มันเหมือนพายุที่กวาดล้างความไม่ดีงามต่างๆ โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลสำคัญเพราะฉะนั้นใครจะทำอะไรต้องระวัง แต่การระวังในที่นี้ ไม่ใช่หมายความว่าทำอะไรแล้วอย่าให้ใครเห็น เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนและคนในวงการเค้าก็ทนไม่ไหว ถ้าไม่ใช่คนในวงการถ่ายคลิปไว้ก็คงไม่สามารถเอามาเปิดเผยได้ เพราะเขาปลดกล้องออกหมดแล้ว" นายวิชา กล่าว

        นายวิชา ระบุด้วยว่า แนวทางป้องกันปราบปรามทุจริตหรือประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐทั่วโลกในขณะนี้ ใช้หลักการแจ้งเบาะแสการทุจริต (Whistleblowing) คือหมายความว่าผู้แจ้งเบาะแส แจ้งข้อมูลไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเป็นเยาวชน ชาวบ้าน หรือใครก็ตามมีอำนาจอยู่ในมือ คือมือถือ ซึ่งองค์การต่อต้านทุจริตของโลกยอมรับ และขณะนี้ก็พยายามจะปกป้องคุ้มครองคนที่ให้เบาะแสให้ข้อมูลโดยเป็นความลับ ไม่ต้องเปิดเผย และมีคนที่กวาดล้างเรื่องอย่างนี้เป็นเด็กธรรมดาเลย เขาเป็นคนถ่าย มีพยานหลักฐานที่ลงโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต ในหลายๆประเทศ ขณะนี้ที่กวาดล้างการทุจริตได้ก็เพราะอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย

          ผู้สื่อข่าวถามถึง กระบวนการในการสอบสวนที่มีการใช้ถุงดำคลุมหัว แต่ผู้กระทำอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่า นายวิชา กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 5332/2560 ระบุว่าตำรวจที่ใช้วิธีการนี้ ในการสอบสวน และพยายามอ้างว่าไม่ได้เจตนาฆ่าแค่ทำร้ายแล้วมีผลให้ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาบอกว่าการที่คุณเอาถุงซึ่งทำให้ขาดอากาศหายใจไปครอบหัวเขา ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าคุณย่อมเล็งเห็นผล ว่าเขาจะขาดอากาศหายใจและตายได้ เพราะฉะนั้นจึงวางหลักไว้ในคดีนั้นว่าจำเลยจึงมีเจตนาฆ่าชัดเจน

           "อย่างนี้ข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าใช้ถุงดำครอบหัวจริง แล้วครอบหัว 3 ชั้นด้วยไม่ใช่ชั้นเดียว ภาพมัน 10 นาทีที่ได้ออกมาครั้งหลังสุดชัดเจนมาก เหมือนเป็นการไต่สวนกลางเมืองหรือ Public hearing เลย เขาถึงพยายามเบี่ยงเบนว่าไม่มีเจตนาฆ่า ทีนี้คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชัดแล้ว ไปอ่านฉบับยาวดูได้ 5332 / 2560 ศาลฎีกาไม่มีความไม่ยุติธรรม ไม่มีอคติกับใครทั้งสิ้น ดังนั้นแนวทางที่ต้องดำเนินการต่อ  คือติดตามแนวทางของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ซึ่งดูผิดปกติเพราะการสอบสวนเป็นการดำเนินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งต้องอาศัยกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ และกระบวนการอื่นๆในการพิจารณาร่วมกันเพื่อค้นหาความจริงว่ามีใครร่วมมือหรืออยู่เบื้องหลังอีกและมีการทำแบบนี้อีกเท่าไหร่ เพราะวิธีการเหล่านี้เค้าเรียกว่าจารีตนครบาล เป็นวิธีการที่ล้าสมัย" นายวิชากล่าว

  

        นายวิชา เห็นด้วยว่า การปฏิรูปตำรวจนั้นจำเป็นที่ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการในการสอบสวนควบคู่ไปด้วยกัน ซึ่งร่างพระราชบัญญัติสอบสวนคดีอาญา ที่อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นประธาน ได้ส่งเรื่องมาแล้วขณะนี้อยู่ชั้นการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เราพยายามเร่งให้นำเข้ามา ก็รออยู่ ยังไม่เข้ามาเสียที เพื่อจะได้เบ็ดเสร็จปฏิรูปไปด้วยกันทั้งการสอบสวน.