ประธานป.ป.ช.เผยเหลือคดีค้างเก่า600เรื่อง-รับไม่อาจทำได้ตามเป้า ยันจะเร่งทำให้เสร็จ แจงแคมเปญ #พูดต้านโกง กลั่นกรองหลายชั้น-น้อมรับข้อผิดพลาดไปปรับปรุง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับสำนักข่าวอิศรา จัดกิจกรรมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบสื่อมวลชนระดับบรรณาธิการ ประเด็น ‘ครบรอบ 3 ปี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561’ ผ่านระบบ Zoom โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยกรรมการ ป.ป.ช. และมีนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เข้าร่วมด้วย
โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ปีนี้ครบรอบ 3 ปีของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 หรือกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2564 โดยมีเงื่อนไขพิเศษตามกฎหมายใหม่ดังกล่าวว่า เรื่องไต่สวนที่รับไว้ดำเนินการก่อนวันที่ 21 ก.ค. 2561 ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี อย่างไรก็ตามหากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ป.ป.ช. ยังมีหน้าที่และอำนาจไต่สวนต่อไปได้ตราบใดยังอยู่ในอายุความ แต่มีประเด็นคือการดำเนินการที่ล่าช้านั้น มีปัญหาและอุปสรรคจากอะไร เกิดจากการบกพร่องของผู้รับผิดชอบสำนวน หรือตัวกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยหรือไม่ อย่างไร ตรงนี้จะนำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
นอกจากนี้การดำเนินการตามกฎหมายใหม่ ป.ป.ช. คือ จะมีการแบ่งโครงสร้างใหม่ โดยมีการเพิ่มการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น หากมีมูลจึงจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยในปี 2564 ข้อมูลถึงวันที่ 27 ก.ค. 2564 มีเรื่องรับไต่สวน 1,390 เรื่อง คงเหลืออีก 2,705 เรื่อง ถ้าถามว่าวันนี้มีการไต่สวนเรื่องที่รับไว้ก่อนปี 2561 ครบถ้วนเสร็จสิ้นหรือไม่ ตอบว่าเราไต่สวนหมด แต่ยังมีเรื่องที่ยังไม่สู่การวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. น่าจะเหลือประมาณ 600 เรื่อง
โดยแบ่งเป็นไต่สวนเสร็จแล้วส่งสำนวนมารอการพิจารณาคณะกรรมการ ป.ป.ช. กว่า 200 เรื่อง อีก 400 เรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวน และได้มอบสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบรายละเอียดแต่ละเรื่องถึงลำดับความเป็นมา การดำเนินงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบว่า ดำเนินการไปอย่างไร ครบถ้วนหรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคตรงไหน เป็นต้น
“แม้ตามกฎหมายใหม่บอกว่าต้องไต่สวนให้เสร็จภายใน 2 ปีขยายได้ไม่เกิน 1 ปี แต่ข้อเท็จจริงการทำงานของ ป.ป.ช. การรวบรวมพยานหลักฐาน การอำนวยความยุติธรรม ไม่อาจทำได้แบบบัญญัติไตรยางค์เป๊ะ ๆ ใน 2-3 ปี ทุกอย่างขึ้นกับพยานหลักฐาน พยานบุคคล และการขอความเป็นธรรม โดยตามกฎหมายสำนักงาน ป.ป.ช.ต้องดำเนินการตามคำขอ” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว
ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดแล้วส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) และมีการติดตามการทำงานเพื่อดูว่า อสส. มีข้อสั่งการอย่างไร โดยมีการเก็บรวบรวมเป็นเชิงสถิติไว้หมด โดยตามกฎหมายใหม่ ป.ป.ช. กำหนดกรอบระยะเวลาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งสำนวนไปยัง อสส. เพื่อส่งฟ้องศาล หรือมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ป.ป.ช. นอกจากนี้ยังติดตามเรื่องที่ อสส. ไม่เห็นด้วยกับสำนวนของ ป.ป.ช. ด้วย อย่างไรก็ตามจากข้อมูลนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องเองไปแล้ว 53 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษ 33 คดี ยกฟ้อง 20 คดี หรือมากกว่า 50% สะท้อนว่าเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งทีเดียว
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการตั้งองค์คณะไต่สวน (มีกรรมการ ป.ป.ช. 9 รายเป็นองค์คณะ) อย่างน้อย 26 คดี โดยเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ หรือคดีสำคัญอีกด้วย
ส่วนกรณีสังคมวิพากษ์วิจารณ์แคมเปญ #พูดต้านโกง ที่มีการใช้เงินจากกองทุน ป.ป.ช. กว่า 7 ล้านบาทนั้น พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ที่มาที่ไปของการขอเงินกองทุน ป.ป.ช. ต้องผ่านหลายส่วน โดยเมื่อมีผู้เสนอโครงการมาต้องมีการวิเคราะห์นำส่งสำนักนโยบายและแผน และสำนักงานประชาสัมพันธ์ การสร้างความรับรู้ให้แก่ประชาชน ของสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อวิเคราะห์คำขอโครงการ งบประมาณที่จะใช้ มีตัวชี้วัดต้องดำเนินการอะไรบ้างต่าง ๆ เมื่อผ่านทั้ง 2 สำนักแล้ว จะไปสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ มีตัวแทนของกองทุน มีผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาช่วยกันวิเคราะห์ว่า ภาคเอกชนใด ๆ ขอมาในโครงการนี้ มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการกองทุน มีตนเป็นประธาน และมีกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ได้รับมอบหมาย 1 รายเป็นกรรมการ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนกระทรวงการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ เพื่อวิเคราะห์ และพิจารณาตามที่คณะอนุกรรมการเสนอมา ในที่สุดเรื่องนี้มีการอนุมัติไป หลังจากนั้นต้องไปติดตาม ประเมินตามตัวชี้วัดว่าเป็นไปตามตัวชี้วัดหรือไม่
“วันนี้ต้องน้อมรับว่า เรื่องของข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน โซเชียลมีเดียมีอิทธิพล รวดเร็วมาก สิ่งที่คอมเมนต์มา กรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคนไม่ค่อยสบายใจ แต่น้อมรับทั้งหมด ต้องนำเรื่องนี้มาประกอบ มอบข้อมูลตรงนี้ไปให้กรรมการที่ประเมินตามตัวชี้วัด อาจมีการปรับปรุงแก้ไข ดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดถือเป็นบทเรียนความผิดพลาด ข้อแนะนำต่าง ๆ ป.ป.ช. น้อมรับ และเป็นกระบวนการส่งเสริมให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมรณรงค์ในการต้านโกง อาจมีอะไรผิดพลาดบ้าง ทางเราน้อมรับ ทุกอย่างตั้งใจให้คนรณรงค์มีส่วนร่วม อาจไม่ครบถ้วน ไม่รอบคอบไปบ้าง คราวหน้าจะได้ไม่เกิดข้อบกพร่อง มีประสิทธิภาพมากขึ้น” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว





