ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมสภาฯ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วาระสอง ต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ว่า การอภิปรายของส.ส. ที่ตั้งข้อสังเกตของการตั้งบบประมาณและขอปรับลดงบประมาณ ยังเป็นไปอย่างจืดชืด และมีผู้ที่ขออภิปรายจำนวนที่ลดน้อยลง เมื่อเทียบกับการพิจารณาในวันที่ผ่านมา ซึ่งมีบางมาตราที่ไม่มีผู้ติดใจและกมธ. ไม่มีการชี้แจง ทำให้การพิจารณาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว สำหรับผลการลงมติวาระสองเป็นรายมาตรานั้น เสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกมธ.ฯ
โดยตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ สามารถผ่านการพิจารณา มาตรา 28 งบประะมาณรายจ่ายจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จำนวน 17,410 ล้านบาท ซึ่งกมธ.ไม่มีการแก้ไข, มาตรา 29 งบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 61,944 ล้าบาท, มาตรา 30 งบประมาณรายจ่ายของรัฐสภา จำนวน 3,673 ล้านบาท, มาตรา 31 งบประมาณรายจ่ายของศาล จำนวน 7,914 ล้านบาท, มาตรา 32 งบประมาณองค์กรอิสระและองค์กรอัยการ จำนวน 5,346 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่สภาฯ อภิปรายมาตราของงบประมาณรัฐสภา พบว่าการนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย อภิปรายขอปรับลดงบประมาณรัฐสภาลง 20% เพราะสภาฯมีค่าอาหาร เครื่องดื่มรั่วไหล ปล่อยให้บุคคลภายนอกคือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กมธ.วิสามัญร่างพ.ร.บ.งบ ประมาณรายจ่ายประจำปี2565 ที่ไม่ใช่ส.ส.เข้ามากินอาหารในห้องรับรองส.ส.ที่อนุญาตให้เฉพาะส.ส.เข้ามารับประทานอาหารได้เท่านั้น อยากถามนายเรืองไกรรู้กฎหมาย แต่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี เข้ามากินข้าวหลวงผิดระเบียบ
ทั้งนี้ระหว่างที่นายยุทธพงศ์อภิปรายอยู่นั้น นายเรืองไกรก็ตอบโต้ด้วยการนำกระดาษมาติดที่หน้าคอมพิวเตอร์ตัวเองข้อความว่า “นายกฯตู่ อยู่ยาว” แล้วโชว์ให้ที่ประชุมดู ทำให้ส.ส.ฝ่ายค้านที่เห็นข้อความดังกล่าวไม่พอใจประท้วง จนนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม เตือนให้นายเรืองไกรเก็บป้ายดังกล่าว พร้อมเตือนนายยุทธพงศ์ให้อภิปรายเข้าประเด็น เพราะสิ่งที่พูดมาไม่เกี่ยวกับการแปรญัตติวาระ2 จากนั้นนายเรืองไกรชี้แจงว่า ถ้าคิดว่าตนขโมยข้าวหลวงกิน ให้แจ้งความได้เลยข้อหาลักทรัพย์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อที่ประชุมพิจารณา ถึงมาตรา 33 งบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 76,410 ล้านบาท พบการอภิปรายของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาของกมธ.เสียงข้างมาก เพราะมีการกลับลำ จากเดิมที่จะโอนงบประมาณที่ปรับลดจากหน่วยงานต่างๆ 1.6 หมื่นล้านบาาท ให้ท้องถิ่น ไปให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใช้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว
“ผมอยู่ในพื้นที่กทม. ผมปวดใจ ที่งบประมาณ และเงินอุดหนุน จำนวน 1.3พันล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมถูกตัดออก ทั้งที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมคือการรอคอยของคนกรุง โดยเฉพาะพื้นที่บางแค ที่มีปัญหาน้ำท่วมทุกปี ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพิจารณากมธ.ในประเด็นดังกล่าว” นายณัฐพงษ์ อภิปราย
ทางด้าน นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะกมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า กรณีปรับลด หรือดึงเงินจากอปท. เพราะกมธ. ตรวจสอบพบว่าการเบิกจ่ายหรือการใช้เงินไม่ทันปีงบประมาณ หรือเป็นงบค้างท่อ ทั้งนี้หน่วยงานได้ยอมรับ นอกจากนั้นพิจารณาผ่านที่ประชุมว่า ปีนี้มีสถานการณ์โควิด-19 ไม่มีเงินเพียงพอจึงแปรญัตติ งบ 1.6 หมื่นล้านบาท ไว้ในงบกลาง เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19
ต่อจากนั้น ได้เข้าสู่การพิจารณา มาตรา 34 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานอื่นของรัฐ จำนวน 191 ล้านบาท และ มาตรา 35 งบประมาณสภากาชาดไทย วงเงิน 8,265 ล้านบาท โดยไม่มีผู้ใดติดใจอภิปราย
ทั้งนี้คาดว่าการลงมติวาระสาม จะได้ลงมติก่อนเวลาเที่ยงคืนวันนี้.