"วิโรจน์" เปรียบ บุคลากรการแพทย์ ได้ซิโนแวค 2 เข็ม เหมือนได้ มีดปลอกผลไม้ สู้ สงครามโควิด จนทยอยติดเชื้อต่อเนื่อง แนะ เร่งหาวัคซีน mRNA ให้คนด่านหน้า เพื่อลดความเสี่ยง ข้องใจ เหตุใด ไฟเซอร์ ถูกเลื่อนส่งมอบ จี้ เปิดสัญญา ฉะ มท.1 เลิกวิธีคิดโง่เขลา ปล่อยคนเอาเชื่อแพร่ตจว.
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกพรรคก้าวไกล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงถึงมาตรการควบคุมโควิดของรัฐบาลว่า มีรายงานว่าแพทย์ พยาบาล และบุคลากรด่านหน้าทยอยติดโควิดมาเป็นระยะๆ ทั้งที่ได้วัคซีนซิโนแวคครบสองเข็มและอยู่ในเวลาที่ภูมิควรขึ้นเต็มที่แล้ว จึงทำให้ขีดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยถูกลดลงไปเรื่อยๆ ขวัญกำลังใจย้ำแย่เพราะรู้สึกว่าต้องเข้าสนามรบ ประหนึ่งรัฐบาลมอบมีดปอกผลไม้ให้ไปรบในพื้นที่ที่เต็มด้วยห่ากระสุนปืน
“เพื่อเป็นการปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนซึ่งส่วนใหญ่รับวัคซีนซิโนแวค พรรคก้าวไกลเรียกร้องให้เปิดเผยว่า ในแต่ละวันผู้ติดเชื้อรายใหม่มีจำนวนตรวจจริงเท่าไหร่ และได้วัคซีนหนึ่งเข็มแล้วกี่ราย สองเข็มแล้วกี่รายโดยแยกยี่ห้อวัคซีน และในจำนวนนี้มีบุคลากรการแพทย์กี่ราย เพื่อให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ที่แท้จริงที่รัฐบาลพูดเสมอว่าวัคซีนเน้นกันตายไม่กันติด เอาเข้าจริงแล้วมีการติดมากน้อยขนาดไหน” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพ ถ้ารัฐบาลรู้จักหน้าที่ทำงานสถานการณ์จะไม่เลวร้ายเพียงนี้ หากรัฐบาลเตรียมความพร้อม แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากก็ไม่น่าจะเกินขีดความสามารถที่จะรับมือดีกว่านี้ได้ ที่ผ่านมา งบสาธารณสุข 45,000 ล้านบาท ที่กันมาจากงบประมาณเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลเบิกจ่ายไปเพียง 9,556 ล้านบาทหรือแค่ 21% เท่านั้นเอง โครงการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล มีการกันงบเอาไว้ถึง10,132 ล้านบาท เบิกจ่ายไปเพียง 178 ล้านบาท คืบหน้าไปแค่ 1.8% โครงการเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉินจากการระบาดของโควิด กันงบไว้ 1,497 ล้านบาท เบิกจ่ายไปเพียง 127 ล้านบาท คืบหน้าไปแค่ 8.5% สะท้อนชัดว่า รัฐบาลดูเบาสถานการณ์ ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป ละเลยไม่ตั้งใจในการทำหน้าที่ของตน ขาดความรับผิดชอบต่อสาธารณชน จนประชาชนโดยเฉพาะกรุงเทพต้องเดือดร้อนแสนสาหัส
นายวิโรจน์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนยังล่าช้า ประชาชนถูกลอยแพเป็นจำนวนมาก ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการใช้วัคซีนซิโนแวคโดยเร็วที่สุด เนื่องจากรัฐบาลยังยืนกรานจะจัดซื้ออีก 28 ล้านโดสและไม่มีทีท่าว่าจะยุติการจัดซื้อหรือหันไปซื้อวัคซีนที่มีประสิทธิภาพกว่า ทั้งที่มีข้อท้วงติงจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในประเด็นประสิทธิภาพวัคซีนซิโนแวคและวัคซีนชนิดเชื้อตายอื่นๆ ว่าอาจมีความสามารถในการป้องกันการแพร่ระบาดจำกัด สร้างภูมิไม่สูงเพียงพอ และอาจจะไม่สามารถรับมือกับเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าสายพันธุ์นี้จะเป็นเชื้อหลักที่ระบาดในกรุงเทพช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ และหากจะอ้างว่าฉีด 3 เข็มจะสร้างภูมิได้น้องๆวัคซีนชนิด mRNA พรรคก้าวไกลได้เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายให้ตระหนักว่า ซิโนแวค 3 เข็ม ค่าใช้จ่ายคิดเป็นเงินอยู่ที่ 1,647-1,875 บาท ส่วนการจัดหาวัคซีนชนิด mRNA จาก Pfizer จำนวน 2 โดส คิดเป็นเงิน 1,216 บาท ก็คุ้มค่ากว่าทั้งในด้านความมั่นใจในด้านประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ การรับมือกับเชื้อสายพันธุ์เดลต้า และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ พรรคก้าวไกลยืนยันว่าการเร่งซื้อวัคซีนชนิด mRNA ควรเป็นทางออกที่รัฐบาลควรเร่งพิจารณาและตัดสินใจซึ่งจะเป็นการใช้สติปัญญาอย่างไตร่ตรองและมีจริยธรรมกว่า
“รัฐบาลจะละเลยกรณีศึกษาที่ประเทศชิลี ตุรกี บาห์เรน UAE มองโกเลีย และหมู่เกาะเซเชลส์ ที่ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายในสัดส่วนที่สูงมาก แต่ยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ ความสามารถในการกระตุ้นภูมิในระดับที่ไม่สูงนักของวัคซีนซิโนแวคและวัคซีนชนิดเชื้อตายอื่น น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อยได้รับวัคซีนชนิดนี้ อีกคำถามที่รัฐบาลต้องชี้แจงคือ เหตุใดการส่งมอบวัคซีน Pfizer จำนวน 20 ล้านโดส จึงถูกเลื่อนไปส่งมอบไตรมาส 4 ทั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงกับประชาชนว่ามีการเจรจาตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. การส่งมอบล่าช้าสวนทางกับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ที่สั่งซื้อไป 50 ล้านโดสและ40 ล้านโดส ทั้งสองประเทศแถลงว่าจะทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือน ส.ค.เป็นต้นไป ข้อสงสัยนี้รัฐบาลควรเปิดเผยว่าวันที่รัฐบาลลงนามกับ Pfizer เป็นวันที่เท่าไหร่ และเหตุใดจึงถูกเลื่อนเพราะถ้าลงนามในสัญญาจองก่อนฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็ไม่มีเหตุผลเลยที่ประเทศไทยจะได้รับการส่งมอบวัคซีนช้ากว่า การสั่งซื้อไม่ใช่เรื่องความลับที่ประชาชนไม่อาจรู้ได้เลย” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวว่า การพิจารณาล็อกดาวน์กรุงเทพ ถ้าอยู่ในสถานการณ์วิกฤติจริง ก็เลี่ยงไม่ได้ แต่ควรชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพื่อชี้แจงให้ประชาชนได้เห็นถึงความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือมาตรการล็อกดาวน์ต้องมาควบคู่กับมาตรการเยียวยาอย่างสมเหตุสมผลให้ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งนี้ ไม่แปลกใจที่ประชาชนจะไม่เห็นด้วยกับมาตรการล็อกดาวน์ และมีแนวโน้มคัดค้านหรือไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลหลีกเลี่ยงใช้คำว่าล็อกดาวน์มาโดยตลอด แต่ใช้คำว่ามาตรการเข้มงวด ซึ่งก็คือ มาตรการกึ่งล็อคดาวน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเยียวยาประชาชน การเยียวยาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การเยียวยาทางตรง ไม่ใช่การจ่ายเงินสดให้ประชาชนอย่างถ้วนหน้า รัฐบาลไม่เคยเหลียวแลผู้ประกอบการ คนหาเช้ากินค่ำและหาค่ำกินเช้า ปล่อยให้พวกเขาต้องเผชิญการดำเนินชีวิตกับการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตามยถากรรม
"รัฐบาลต้องเร่งหาวัคซีนชนิด mRNA ให้บุคลากรด่านหน้าเสียก่อนเพื่อลดความเสี่ยงและเพื่อให้มีขวัญกำลังใจทำงานเพราะพวกเขาคือขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดตอนนี้ และการส่งมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่จะส่งมอบภายใน มิ.ย.นี้ ทั้งสิ้น 6.3 ล้านโดส ส่งมอบแล้ว 4,220,000 โดส เหลือที่ต้องส่งมอบอีก 2,113,000 โดส รัฐบาลต้องเร่งติดตาม กวดขันให้ส่งมอบได้ภายในเดือนนี้" นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า การให้สัมภาษณ์ของรมว.มหาดไทย ที่ระบุตอนหนึ่งว่า การล็อค กทม. สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดโควิดได้แน่นอน รวมทั้งแก้ไขปัญหาเตียงไม่พอ เพราะเมื่อประชาชนเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด และติดโควิด ก็จะมีเตียงและการรักษาพยาบาลรองรับเพียงพอในแต่ละพื้นที่นั้น พรรคก้าวไกลยืนยันว่าวิธีคิดดังกล่าวขาดสติปัญญาอย่างมาก และไม่ใช่การล็อกดาวน์แต่เป็นการกระจายโรคให้ระบาดทั่วประเทศ ขอให้รัฐบาลเร่งปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญและยุติวิธีคิดที่โง่เขลาเช่นนี้โดยด่วน





