“3 ป.” ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ยืนยันทั้งวงปิดลับ-วงเปิดเผย ว่าจะไม่มีการยุบสภาในเวลาอันใกล้ โดยมุ่งเป้าอยู่จนครบเทอม ในวันที่ 23 มี.ค.2566 อย่างเร็วสุดก็ชิงยุบสภาในช่วงเวลาที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2565
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม ดับกระแสยุบสภา ด้วยการประกาศกร้าวกลางที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.).บอกกันตรงๆ ไม่อ้อมค้อมพร้อมอยู่จน “ครบเทอม”
พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลที่จ้องปล่อยข่าวยุบสภา จนอ่านกันออกว่ามี “แกนนำบางพรรค” ชอบปล่อยข่าวตามหน้าสื่อ แถมตีหน้าซื่อพร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง วันดีคืนดีก็เล่นมุกรับสมัคร ส.ส. บางพื้นที่ครบโควตาแล้ว
เดินเกมปล่อยข่าวจนเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองปล่อยเป็นเรื่องจริง คิดวิเคราะห์สถานการณ์เอง จนหลงเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองคิดเป็นเรื่องจริง จนสั่งเตรียมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง
แตกต่างจากความคิดของ “3 ป.” ที่ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ยืนยันทั้งวงปิดลับ-วงเปิดเผย ว่าจะไม่มีการยุบสภาในเวลาอันใกล้ โดยมุ่งเป้าอยู่จนครบเทอม ในวันที่ 23 มี.ค.2566 อย่างเร็วสุดก็ชิงยุบสภาในช่วงเวลาที่ได้เปรียบ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2565
แถมศึกแก้รัฐธรรมนูญที่รอวันปะทุ หลังพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เร่งเกมแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา โดย 110 ส.ส.พลังประชารัฐลงชื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 5 ประเด็น 13 มาตรา ส่ง “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรจุญัตติไปตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.2564 ที่ผ่านมา จะส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องอยู่ให้ครบเทอมมากขึ้น
เนื่องจากไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐ หากทุกกระบวนการเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ การแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จสิ้นวาระ 1-3 ไม่เกินเดือน ส.ค.2564 นี้
จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เนื่องจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐจะแก้มาตราที่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง โดยกลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จึงจำเป็นต้องจัดทำกฎหมายลูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในเดือนพ.ค. 2565
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน และ “3 ป.” ไฟเขียวให้แก้รัฐธรรมนูญมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบจริง จังหวะการยุบสภาของ พล.อ.ประยุทธ์ก็ค่อนข้างสอดคล้องกับไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ-จัดทำกฎหมายลูก เสร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรค ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในสัปดาห์นี้ โดยจะเสนอแก้ไขทั้งหมด 7 ร่าง แบ่งเป็นร่างของพรรคประชาธิปัตย์ 6 ร่าง ของพรรคภูมิใจไทย 1 ร่าง
แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะชัดเจนเรื่องการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ระยะเวลาในการบรรจุญัตติอาจล่าช้ากว่าร่างของพรรคพลังประชารัฐ อีกทั้ง 1 ใน 7 ร่าง มีการเสนอให้โละอำนาจ ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีโอกาสสูงที่ร่างดังกล่าวจะถูก “ตีตก”
ด้านพรรคร่วมฝ่ายค้าน ดูท่าจะเสียงแตก เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ขอแยกวงชงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเอง ที่สำคัญเสนอแก้ระบบการเลือกตั้งมาใช้บัตร 2 ใบ ทำให้เสียงของ “ขั้วฝ่ายค้าน” ไปคนละทาง เพราะบัตร 2 ใบส่งผลเสียต่อพรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อชาติ อย่างมาก เพราะโอกาสได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีน้อยลง
นอกจากนี้ ร่างของพรรคเพื่อไทยยังเสนอแก้มาตรา 256 เปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.เข้ามาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ห้ามแตะหมวด 1 และหมวด 2 แตกต่างจากพรรคก้าวไกลที่จะยื่นร่างแก้มาตรา 256 ให้ ส.ส.ร.เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทุกหมวด ทุกมาตรา
หาก “ขั้วฝ่ายค้าน” ยังมุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เปิดทางให้ตั้ง ส.ส.ร. เข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ ก็จำเป็นต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย ไล่เรียงตั้งแต่การทำประชามติ สอบถามประชาชนก่อนแก้มาตรา 256 หากผ่านประชามติแล้วจึงจะเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา ก่อนตั้ง ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญ และกลับไปทำประชามติอีกครั้ง นับระยะเวลาแล้ว พล.ประยุทธ์อยู่ครบเทอมก็ยังไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เสร็จ
เมื่อกางไทม์ไลน์ สูตรการแก้ไขรัฐธรรมนูญของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว เหมือนเป็นแรงเสริม-แรงหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้อยู่ยาวแบบครบเทอม แม้จะมีปัญหากับพรรคร่วมรัฐบาลอยู่บ้างก็ตาม
การเมืองยุคนี้คือการรักษาอำนาจ ต่างจากการเมืองยุคเก่า ที่แก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการยุบสภา แต่การเมืองยุคใหม่ไม่ยอมเสียอำนาจ แล้วไปเสี่ยงกับการเลือกตั้งที่ยากจะคาดเดา





