กทม.ย้ำแผนคุมเข้ม สกัด "โควิด" ระบาดแคมป์คนงาน สั่งแยกผู้ป่วย-ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง กำชับแจ้งเขตก่อนเคลื่อนย้ายใน 7 วัน
วันที่ 21 พ.ค. พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานการประชุมชี้แจงแนวทางป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในแคมป์คนงานก่อสร้าง โดยมีนายชวินทร์ ศิรินาค รองปลัด กทม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักอนามัย สำนักงานเขต 50 เขต สำนักงานประชาสัมพันธ์ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ผ่านระบบ Video Conference (ZOOM Meeting)
ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้แจ้งมติที่ประชุมศูนย์บูรณาการการแก้ไขปัญหาสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล(ศบก.ศบค.) เมื่อวันที่ 18 พ.ค. โดยพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม ซึ่งการประชุมดังกล่าว ศบก.ศบค.ให้กทม. แจ้งให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อที่เป็นลูกจ้างของตน โดยการจัดให้เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมที่ลูกจ้างได้ทำประกันตน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการรักษาพยาบาลของหน่วยงานรัฐ
นอกจากนี้ในที่ประชุมได้ชี้แจงแนวทางป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในแคมป์คนงานก่อสร้าง โดยผู้ประกอบการควรจัดให้มีการคัดกรองเบื้องต้น ด้วยการสังเกตผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย เช่น มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ให้หยุดปฏิบัติงานและพาไปพบแพทย์ จัดหาหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่ หรือจุดบริการเจลแอลกอฮอล์สำหรับคนงานอย่างเพียงพอ ทั้งในพื้นที่ก่อสร้างและที่พักคนงาน จัดที่นั่งรับประทานอาหารในสถานที่ก่อสร้าง ให้มีระยะห่างระหว่างบุคคล 1-2 เมตร การรับ-ส่งพนักงาน ควรจำกัดจำนวนคนในรถไม่ให้เกิดความแออัด ไม่ให้นั่งหันหน้าเข้าหากัน หลีกเลี่ยงการพูดคุยไม่ควรแวะระหว่างทาง และไม่ควรรับประทานอาหารระหว่างเดินทาง ให้จัดหาสื่อให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันโรคโควิดเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้แก่พนักงาน รวมทั้งให้เตรียมวางแผนการปฏิบัติ และทำความเข้าใจกับคนงาน
แต่กรณีมีผู้ป่วยยืนยัน เช่น การห้ามโยกย้าย การใช้พื้นที่ในการแยกผู้ป่วย ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง หรือผู้สัมผัสเสี่ยงออกจากครอบครัว การสนับสนุนการดำรงชีวิตประจำวันในระหว่างกักตัว การจำกัดการเดินทางเข้าออกที่พัก การปิดพื้นที่พัก การอพยพโยกย้ายคนงานที่ไม่ป่วยกรณีมีการแพร่กระจายมาก การจัดการผู้ป่วยที่หายแล้วกลับมาทำงาน การประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ทันทีเพื่อรับทราบและปฏิบัติตามคำแนะนำ
ส่วนคนงานและบุคคลในครอบครัว ให้ทำความสะอาดห้องพัก และพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้งานร่วมกัน เปิดประตู หน้าต่าง เพื่อระบายอากาศเป็นประจำทุกวัน ไม่ควรอาบน้ำพร้อมกันในที่อาบน้ำรวม ควรใช้อุปกรณ์ส่วนตัวในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน หมั่นทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม หรือบริเวณที่อาจมีการปนเปื้อนหรือมีการสัมผัสบ่อยๆ ด้วยน้ำยาผสมผงซักฟอกหรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาปฏิบัติงาน ไม่รับประทานอาหารร่วมกันเป็นกลุ่ม และควรแยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อน ไม่ไปในสถานที่แออัดหรือรวมกันของคนจำนวนมาก เช่น ตลาด ร้านค้า
ขณะเดียวกันให้งดกิจกรรมสังสรรค์ที่มีการรวมกลุ่ม งดการดื่ม ในช่วงเวลาหลังเลิกงานหรือวันหยุด หมั่นสังเกตอาการตนเองและบุคคลในครอบครัว หากมีอาการไข้ ไอ จาม หรือเหนื่อยหอบ ให้หยุดปฏิบัติงานและแจ้งผู้ประกอบการทราบ กรณีพบผู้ป่วยให้ผู้ประกอบการแจ้ง EOC สำนักอนามัย โทร. 09 4386 0051 หรือ 08 2001 6373 หรือ 0 2245 4964
สำหรับมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างพื้นที่เขตในกรุงเทพฯ ขอให้ผู้ประกอบการแจ้งฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาลสำนักงานเขตต้นทางและปลายทางทราบ ก่อนเดินทางไม่น้อยกว่า 7 วัน และให้เคลื่อนย้ายแรงงานให้เรียบร้อยภายใน 1 วัน โดยต้องระบุเหตุผลความจำเป็นและข้อมูลในการเดินทางเพื่อการทำงานข้ามเขต และให้แจ้งเขตปลายทางทราบ รวมทั้งให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามเขตอย่างเคร่งครัด โดยให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.นี้เป็นต้นไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ส่วนเอกสารประกอบการขออนุญาตเคลื่อนย้ายแรงงาน ประกอบด้วย แบบคำขอการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงาน หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง หรือหนังสือรับรองสถานะบุคคล รายชื่อแรงงานต่างด้าวที่จะเดินทางหรือเคลื่อนย้าย ใบอนุญาตทำงาน สัญญาจ้างโครงการ เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่สำนักงานเขตร้องขอ
นอกจากนี้ กทม.ได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ คำแนะนำในการป้องกันโควิดในสถานที่ก่อสร้าง ทั้งภาษาไทย ภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการและแรงงานในการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด และสำนักงานเขตจะร่วมกับภาคีเครือข่ายตรวจเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ไม่ให้แพร่กระจายออกไปในวงกว้างต่อไป





