วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มท.2กำชับท้องถิ่นแจงประชาชนลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด

“นิพนธ์”กำชับท้องถิ่นทำความเข้าใจประชาชน ร่วมลงทะเบียนฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ป้องโควิด ยันไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง

นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าการลงทะเบียนฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของจังหวัดปัตตานี โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุข และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม พร้อมมอบชุดป้องกันเชื้อไวรัส (PPE) 150 ชุด และหน้ากากอนามัย 4,000 ชิ้น ให้กับโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ในจังหวัดปัตตานี 

 

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ตนลงพื้นที่เพื่อติดตามการเตรียมพร้อมและปรับแผนให้ประชาชนเข้าถึงการรับวัคซีนโควิด-19 ตามที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้กลไกส่วนท้องถิ่น ตำบล หมู่บ้าน และอสม. ในการทำงานเชิงรุกรวบรวมรายชื่อส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นำข้อมูลส่งเข้าระบบส่วนกลาง หรือผ่านไลน์หมอพร้อม รวมทั้งสามารถ walk in เข้าไปฉีดได้โดยไม่ต้องลงทะเบียนผ่านโรงพยาบาลใกล้บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอสม.ประจำหมู่บ้าน หรือผ่านแอพพลิเคชั่นที่จังหวัดจัดทำขึ้นในอนาคต ส่วนสถานศึกษานั้น ขอให้บุคลากรด้านการศึกษา เตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้ปกครองว่า บุตรหลานจะไม่เสี่ยงกับเชื้อไวรัสโควิด-19

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ไม่มีผลข้างเคียงอันตรายที่รุนแรงใดๆ ตามที่มีการหวาดกลัวกัน ซึ่งวัคซีนที่ประเทศไทยรับมาได้คัดสรรมาเป็นอย่างดี ขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุข เพราะวัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดสามารถป้องกันและการป่วยรุนแรงของการติดเชื้อและเสียชีวิตได้ และการฉีดแต่ละครั้งจะมีแพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสม เฝ้าดูอาการหลังการฉีด จึงขอให้ประชาชนร่วมลงทะเบียนฉีดวัคซีน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในการสู้กับโรคไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกัน 

“ในนามของรัฐบาลขอให้กำลังใจและขอบคุณในความเสียสละของบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล อสม. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นหน้าด่านเผชิญสถานการณ์โควิด-19 พร้อมทั้งเห็นว่าควรจัดสรรวัคซีนให้กับกำนันและผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งด่านหน้าสำคัญ เพื่อการปฏิบัติงานที่มีผลสัมฤทธิ์สูงควบคู่กับบุคลากรทางการแพทย์”