วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จตุพร'จี้'นายกฯ'ใช้อำนาจออก 'พ.ร.ก.'เปิดทางเอกชนนำเข้าวัคซีน

"จตุพร" จี้ "นายกฯ" ใช้อำนาจออก "พ.ร.ก." ขจัดอุปสรรค เปิดทาง เอกชน นำเข้าวัคซีน หวั่น ไม่ทันสถานการณ์ แนะ เข้าเฝ้าขอพระราชทานคำปรึกษาจาก "ในหลวง" เพื่อแก้สถานการณ์ "โควิด"

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านเฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk หัวข้อ “ยกที่ 4 ประยุทธ์ออกไป” โดยระบุตอนหนึ่งว่า สถานการณ์การระบาดที่เขนคลองเตย เวลานี้ลุกลาม อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญกว่านั้นคือการแก้ไขปัญหาในระดับเร่งด่วน โดยเฉพาะเรื่องสถานการณ์วัคซีน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยึดพระราชบัญญัติ 2 ครั้งครั้งแรก 40 ฉบับ เอาอำนาจจากรัฐมนตรีมาเป็นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง ส่วนครั้งที่2 ลดเหลือฉบับเดียว และครั้งที่ 3 ก็ยึดอีก 31 ฉบับ มี 29 ฉบับซ้ำกับครั้งเเรก แต่ในครั้งที่ 3 พ.ร.บ.ที่ถูกนำมาใช้และยึดอำนาจจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี นั่นคือ พ.ร บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ 2561    

นายจตุพร กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการจัดหาวัคซีน ซึ่งมีการถกเถียงกันมากมาย ตนก็ได้ดูบรรดาแพทย์ที่ออกรายการโทรทัศน์ พยายามอธิบายว่า การจัดซื้อวัคซีนต้องซื้อผ่าน องค์การเภสัชกรรม หมายความว่า บรรดาเอกชนทั้งหลาย หากจะซื้อวัคซีน ต้องรอองค์การเภสัชกรรมซื้อก่อน และเอกชนจะไปซื้อต่อ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรเงื้อง่าราคาแพงแบบนี้ ส่วนตัวมองว่าหากเป็นกฎหมายว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น ไหนๆก็ใช้อำนาจถึงขนาดนี้แล้ว อะไรที่เป็นอุปสรรค เป็นปัญหาก็ตราเป็นพระราชกำหนด ในระหว่างที่สภายังไม่เปิด เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น ต่อไปนี้บรรดาวัคซีนที่ได้รับการรับรองมีการนำมาใช้ทั่วโลก มียี่ห้อใดบ้างและขั้นตอนระหว่างเอกชนจัดซื้อ ให้สามารถดำเนินการได้ เพราะหากรอผ่านองค์การเภสัชกรรม จะไม่ทันต่อสถานการณ์

“วันนี้มันยังมีปัญหา มีวัคซีนแล้วยังไม่มีปัญญาฉีดครบ นี่ก็เป็นปัญหา เพราะว่าศักยภาพวันนี้ก็พิสูจน์แล้ว ตั้งเป้า 3 แสนรายต่อวัน อย่างไรก็อยู่ในระดับ 23,000 รายต่อวันเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดประเทศมันต้องเปิดอย่างเสรี ถ้ามันเป็นอุปสรรคอย่างที่ผมบอกว่า ตราพระราชกำหนดและก็แก้ระบบทั้งหมด จัดการขึ้นมาใหม่เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนั้นก็จะต้องอยู่ในวังวน” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า หากประชาชนเชื่อว่า วัคซีนคือทางออก ตนก็เชื่อว่า ถ้าเอกชนได้สิทธิ์นำเข้าอย่างเสรีและโดยการกำหนดยี่ห้อ เช่น องค์การเภสัชกรรม ก็ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีกี่ยี่ห้อที่สามารถใช้การได้  ก็ให้ระบุตามยี่ห้อดังต่อไปนี้ซึ่งทั้งโลกก็มีความปรากฏกันอยู่แล้ว ส่วนอะไรที่มีความเสี่ยง องค์การเภสัชกรรมต้องขึ้นลิสต์ไว้ว่า ทำไม่ได้ แต่หากให้การอ้อมไปอ้อมมา รอให้กลไกรัฐโดยองค์การเภสัชกรรม ไปซื้อมาแล้วเอกชนไปซื้อต่อนั้น ตนอยากถามว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้สมควรหรือไม่

“ระบบการบริหารจัดการนั้นมันมีกฎหมายอยู่ นายกรัฐมนตรีเมื่อคุณยังทนไม่ยอมออกไป หรือจะไปเชื่อซูเปอร์โพล คุณต้องคิดสิ คุณนะมันเจ้าอำนาจอยู่แล้ว รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ คุณไม่ไปถามวิษณุ เครืองาม อะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรคคุณก็ตราเป็นพระราชกำหนด แต่คุณจะมาอ้างกฎกติกาแล้วทำให้วัคซีนเข้ามายังประเทศไทยไม่ได้ ไอ้อันนั้นมันเรียกว่า ด้อยประสิทธิภาพ ผมไม่เชื่อว่าโง่ แต่ผมบอกว่าบางทีเขาอาจจะจงใจ” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า ตัวในฐานะที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว แต่ที่ตนสนใจคือจะปล่อยให้บ้านเมืองบริหารด้วยสภาพที่มีระบอบเส็งเคร็ง แบบนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะระบอบประยุทธ์คือการปกครองของประยุทธ์ โดยประยุทธ์ เพื่อประยุทธ์นั้น เป็นระบอบที่ไม่ฟังใครและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ตนก็ต้องทวงทุกวันว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์ อดีตทหารเสือราชินีจึงไม่ทำเรื่องขอเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อถวายรายงานถึงสถานการณ์โควิด ซึ่งลุกลามไปทั้งประเทศและมากว่า 2 ครั้งที่ผ่านมา เมื่อถวายรายงานแล้วก็ขอพระราชทานคำแนะนำ คำปรึกษา จากพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปตามครรลองตามจารีต ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข