สถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 รุนแรงกว่าครั้งที่ผ่านมา ขณะนี้ประเทศกำลังทำสงครามกับโรคที่ยังไม่มีวิธีกำจัด ทำได้แค่ป้องกัน ดังนั้นการบริหารจัดการประเทศก็ไม่ควรทำเช่นสถานการณ์ปกติ เพื่อให้เกิดการทำงานบูรณาการอย่างแท้จริง เพราะหากพลาดไปประเทศหายนะได้
สถานการณ์โควิดในประเทศ ระลอก 3 นี้ รุนแรงกว่าสองครั้งที่ผ่านมา ตัวเลขยอดคนตาย สะท้อนให้เราเห็นว่า นี่คือสงคราม มิใช่ภาวะปกติ และที่สำคัญข้าศึกเจาะเข้ามาที่ศูนย์กลางของเมืองหลวง ที่สำคัญระลอกนี้ติดง่าย และอาการหนัก เห็นได้จากยอดติดเชื้อใหม่และอัตราคนเสียชีวิตเร็วมาก ตัวเลขเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 64 สถานการณ์ยังทรุดลงต่อเนื่อง หลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่อีก 2,012 ราย ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสมแล้วจนถึงวันนี้ 61,699 ราย อีกทั้งยังมียอดผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 15 ราย ทำให้การระบาดระลอกใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 นั้น มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 84 ราย ขณะที่ภาพรวมการเสียชีวิตจากสถานการณ์โควิด-19 มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 178 ราย
สถานการณ์ตอนนี้เท่ากับว่า เรากำลังทำสงครามกับโรคที่ยังไม่มีวิธีกำจัด แต่ละประเทศยังทำได้แค่ป้องกันเท่านั้น การบริหารจัดการประเทศ บัญชาการรบ ก็ไม่ควรทำแบบเดิมเช่นในสถานการณ์ปกติ เพราะหากทำแบบเดิมผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม คือ เราแก้ปัญหาไม่สำเร็จ ก่อนอื่นต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า นี่คือสภาวะวิกฤติ และภัยพิบัติที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นการจัดการสู้รบต้องใช้ศักยภาพของทุกองค์กรบูรณาการเข้าด้วยกัน การสั่งการต้องรวมศูนย์ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละหน่วยงานสั่งการ ดังนั้น สิ่งที่นายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมกระจายวัคซีนแทนกระทรวงสาธารณสุข แถมโอนอำนาจของกระทรวงสาธารณสุขมาอยู่ในอำนาจนายกรัฐมนตรี ถือว่าเดินถูกทาง แม้จะเริ่มต้นช้าก็ดีกว่าไม่ได้เริ่มต้น
ดังนั้น ถือว่าทำถูกแล้วที่โอนอำนาจ 31 กฎหมายที่กระจายอยู่หลายกระทรวงมาขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ได้ประกาศอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2564 โดยให้เหตุผลว่า ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 และขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวออกไปเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การจัดการถึงวันนี้ ในคำประกาศระบุว่า ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตามกฎหมายหรือที่เป็นผู้รักษาการตามกฎหมายหรือที่มีอยู่ตามกฎหมาย โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ระงับยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือฟื้นฟูหรือช่วยเหลือประชาชน
เราเห็นว่า ถึงวันนี้ นักการเมืองทุกฝ่าย ต้องเห็นแก่ประโยชน์โดยรวมของประเทศ ไม่ใช่มาหวงอำนาจ เพียงเพื่อรักษาไว้ แต่ไม่มีประโยชน์ นักการเมืองถอยออก ก็เพื่อให้การทำงานบูรณาการอย่างแท้จริง ขณะเดียวนายกรัฐมนตรีเมื่อได้อำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว ก็ควรใช้เพื่อประโยชน์โดยรวม ขณะเดียวกันมีความกล้าหาญจัดการในสิ่งที่ควรดำเนินการ รวมถึงกล้าปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีที่ไม่ตอบโจทย์สนามรบในปัจจุบัน หรือรัฐมนตรีที่มุ่งเน้นฉกฉวยวิกฤติหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง เพราะต้องอย่าลืมว่า ประชาชนมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนแล้ว อย่าทำให้ผิดหวัง เพราะต้องบอกว่าศึกครั้งนี้เดิมพันสูงมาก หากพลาดไปประเทศหายนะได้





