วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โฆษก รบ. แจง มติ ครม. โอนอำนาจ พ.ร.บ. 31 ฉบับ ให้นายกฯ คุม 'โควิด-19'

"อนุชา บูรพชัยศรี" โฆษกรัฐบาล แจง มติ ครม. โอนอำนาจ พ.ร.บ. 31 ฉบับ ให้ นายกฯ คุม "โควิด-19" เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 64 นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกสำนักนายกรัฐมตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชุม ครม. มีมติโอนอำนาจ พ.ร.บ. 31 ฉบับ มาที่นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการรายการ Morning Nation ว่า ประกาศฉบับปัจจุบันเป็นประกาศฉบับที่ 3 ดังนั้นขอย้อนกับไปประกาศฉบับที่ 1 โดยประกาศฉบับที่ 1 ประกาศเมื่อเดือนมีนาคม 2563 หากยังจำกันได้เป็นช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาดในประเทศไทย และมีการจัดตั้ง ศบค. เพื่อให้การบริหารจัดการการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ช่วงเดือนมีนาคม มีการออกประกาศคล้ายๆ อย่างนี้ และ พ.ร.บ.ในช่วงนั้นมีมากกว่า 31 ฉบับด้วยซ้ำไป มีทั้งสิ้น 40 ฉบับ นั่นคือการให้อำนาจการตัดสินใจมาที่ ศบค. จริงๆ แล้วมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผอ.ศบค. อยู่ แล้วในคณะกรรมการก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ หลายรัฐมนตรีเข้ามาเป็นกรรมการอยู่ คราวนี้บริหารจัดการได้จนเป็นที่ชื่นชมของทั่วโลก ว่าการดำเนินการในลักษณะแบบนี้มีประสิทธิภาพมาก พอเป็นฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม นั่นหมายความว่าโควิด-19 ลดลงไปจนเป็นศูนย์ก็มี จึงมีการออกประกาศฉบับที่ 2 ยกเลิกคืนอำนาจกลับไปในแต่ละกระทรวง ซึ่งฉบับที่ 2 ออกมาช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ก็คือประมาณ 2-3 เดือนให้หลังจากฉบับที่ 1" โฆษกสำนักนายกรัฐมตรี กล่าว

นายอนุชา กล่าวอีกว่า ประกาศฉบับปัจุจบันเป็นฉบับที่ 3 ซึ่งสถานการณ์วิกฤตมากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตที่เริ่มการแพร่ระบาด จึงได้มีการออกประกาศฉบับที่ 3 ที่จะให้ ศบค. มีอำนาจเพื่อที่จะดำเนินการได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่ได้โอนอำนาจมาที่นายกรัฐมนตรีคนเดียว แต่เป็นการโอนอำนาจมาที่นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค. เพื่อที่จะได้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการในแต่ละเรื่อง บวกกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็สามารถดำเนินการสอดคล้องกันไปอย่างมีประสิทธิภาพ

"เดิมทีนายกรัฐมนตรีไม่ได้ต้องการดำเนินการในลักษณะแบบนี้ถึงได้มีการโอนคืนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่แล้ว แต่เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราเคยดำเนินการมาอย่างมีประสิทธิภาพและมีตัวอย่างมาแล้ว มีการออกประกาศฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากขอความกรุณาอย่าพยายามดึงเรื่องการเมืองเข้ามาการทำงานตรงนี้ ไม่อย่างนั้นประชาชนจะเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล หรือของรัฐมนตรี อันนี้เป็นในส่วนของการออกกฎหมายมาเพื่อให้ ศบค. มีอำนาจเหมือนเดิม เหมือนช่วงมีนาคมปีที่แล้ว" นายอนุชา กล่าว

นายอนุชา กล่าวอีกว่า อำนาจของนายกรัฐมนตรีสำหรับฉบับที่ 3 ครอบคลุมถึงเรื่องของวัคซีน อย. ในเรื่องที่ต้องขออนุญาต ซึ่งจะทำให้สามารถลดขั้นตอนในการขออนุญาต เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ซึ่งจะทำให้การขึ้นทะเบียนวัคซีนเร็วขึ้น จนความเป็นห่วงเรื่องวัคซีนที่เข้ามาว่าจะสามารถฉีดได้ทันหรือไม่

"บ่ายนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานพูดคุยกับภาคเอกชนที่จะมาเสริมในการฉีดวัคซีนแบบไหนอย่างไร ซึ่งในอนาคตอาจจะเห็นการฉีดวัคซีนโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการอบรมเสริมทางภาคเอกชน อาจจะมีการฉีดวัคซีนในห้างสรรพสินค้าได้บ้างตามที่เอกชนเสนอ ซึ่งทั้งหมดต่างๆ เหล่านี้จะทำให้เกิดขึ้นได้แทนที่ว่าจะดำเนินการอย่างเดิมๆ" นายอนุชา กล่าว