'กลุ่มไทยไม่ทน'จัดเวทีใหญ่ชำแหละ รัฐบาลประยุทธ์ บริหารบ้านเมืองล้มเหลว ด้าน 'ธีระชัย' ซัดกลุ่มทุนผูกขาดทำเศรษฐกิจพังยับเยิน ขณะ 'อดุลย์' เย้ย แถลงการณ์เมื่อวานว่า สมองกลวง เหมือนเป็นการพร่ำบ่นของคนคนหนึ่ง
24 เม.ย.2564 ที่ห้องประชุมไทยไม่ทน สถานี Peace TV กลุ่มไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย จัดเวทีอภิปรายออนไลน์ ชำแหละรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการบริหารบ้านเมืองผิดพลาดในด้านต่างๆ โดยมีผู้ร่วมอภิปรายที่สำคัญประกอบด้วย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย นายโสภณ พรโชคชัย ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ เป็นต้น
โดยนายธีระชัย ได้ระบุถึงความเปลี่ยนแปลงทางการค้าโลก และรัฐบาล ไม่ได้มองการไกลถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มุ่งเพียงการดึงนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ที่ชี้ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนกำลังจะเข้มข้นขึ้น และทางรอดที่จะทำให้จีนเข้มแข็งจะต้องจับมือกับประเทศต่างๆในแถบภูมิภาคเอเชียแต่ 7 ปีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กับจีนทางการค้าไม่คืบ แต่ไปเน้นเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ทำรถไฟความเร็วสูงแต่ตอนนี้โครงการชะงักเพราะสถานการณ์โควิด โดยรัฐบาลยังรัฐบาลยังสร้างหนี้สาธารณะที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ แต่รัฐบาลพยายามแจกเงินเพื่อหาความนิยมทางการเมือง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “เศรษฐกิจระบอบประยุทธ์” ทำให้กลุ่มนายทุนและพวกพ้องเข้าถึงทรัพยากร ได้รับส่วนแบ่งรายได้ และรับความเหลื่อมล้ำมากกว่าประชาชน
รวมถึงความล้มเหลวการบริหารด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาล เช่น ด้านพลังงาน โดยยกเหตุการณ์ปี 2561 ที่รัฐบาลเปลี่ยนการจำกัดเพดานขายพลังงาน ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มพุ่งสูงขึ้น ประชาชนได้รับผลกระทบ รวมถึงการตั้งราคาไฟฟ้า และผลิตไฟฟ้าช่วงโควิดที่มีการผลิตเกินกำลังการใช้ไปกว่าร้อยละ 50 และเสนอแนะให้รัฐบาลยุติการสร้างโรงงานไฟฟ้าใหม่ออกไปก่อน และย้ำว่ามีอีกหลายปัญหาที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไข และการบริหารรัฐวิสาหกิจ
ขณะที่ นโยบายของรัฐบาลมีการเชื่อมโยงเพื่อประโยชน์พวกพ้อง เป็นเศรษฐกิจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน เนื่องจากว่าต้องการให้นายทุนสนับสนุนพรรคการเมือง โดยการเดินเกมการเมืองผ่านระบบรัฐสภาโดยใช้ระบบประชานิยม และเห็นว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีแล้ว จะต้องเดินหน้าด้านเศรษฐกิจ คือการดำเนินนโยบายที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง จะต้องนำศาสตร์ของพระราชา เน้นให้ประชาชนพึ่งตนเองและมีโอกาสเริ่มต้นอย่างเท่าเทียม และรัฐบาลจะต้องมีธรรมาภิบาลโปร่งใส โดยเฉพาะจะต้องหรือกติกาที่เป็นการเอาเปรียบประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเพดานก๊าซ นำอันเดิมที่เคยยกเลิกไปกลับมาใช้ใหม่ และราคาน้ำมันที่ส่งออกและขายในประเทศต้องไม่ต่างกัน ส่วนราคาไฟฟ้าที่บวกกำไรก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข และพื้นที่อีอีซีจำเป็นต้องได้รับการทบทวนหรือแผนที่มีการอนุญาตให้กับต่างชาติใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม
ซึ่งการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจในขณะนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน คือการไม่ปรองดองทางการเมือง ซึ่งตลอดการบริหารของพลเอกประยุทธ์ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมายังก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับบนและล่าง และเท่าที่สังเกตจะเห็นว่าโอกาสที่ทางรัฐบาลจะสร้างความปรองดองอาจจะหวังไม่ได้
ด้านประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย นายโสภณ พรโชคชัย ระบุถึงการบริหารของรัฐบาลช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมองว่า รัฐบาลชุดนี้ทำให้โรค covid-19 ดูร้ายแรง ซึ่งตนมองว่าไม่เป็นความจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การอนามัยโรค ที่ระบุชัดเจนว่าคนที่ติดโควิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการนิดหน่อย ไม่ร้ายแรง แล้วก็จะหายไปเอง ที่ติดเชื้อจนเสียชีวิตมีโอกาสน้อยมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมามีการชุมนุมเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ไม่มีใครติดโควิด-19 จากสถานการณ์การชุมนุม ,คนที่เก็บขยะข้างถนน ก็ไม่ติดโควิด-19 รวมถึงคนเร่ร่อน ก็ยังไม่ติดโควิด-19 กรณีที่เห็นชัดที่สุด คือ จ.สมุทรสาคร แต่คนสมุทรสาครติดโควิด-19 เพียง 0.6% เท่านั้น ที่ติดโควิด-19 ส่วนมาก คือ แรงงานต่างด้าว แต่ 99% ก็หายเป็นปกติ แต่กลับไม่มีการเสนอข้อมูลดีๆแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะกลัวมีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่
นายโสภณ ยังระบุว่าครึ่งปีที่ผ่านมา มีประชาชนฆ่าตัวตาย มากกว่าในปี 2563 มี 460 คน ขณะที่ทั้งปี 2563 มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 แค่ 61 คน เท่านั้น ขณะที่ให้ประชาชนอยู่บ้าน ไม่ได้ทำงานบ้าง เศรษฐกิจต่างๆย่ำแย่ คนที่แย่ก่อน คือ ประชาชนคนเล็ก คนน้อย
ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย ยังบอกต่อว่า ประเทศไทยเราผิดพลาดตรงที่ว่า มีประชาชนได้ฉีดวัคซีน เพียงแค่ 0.01% เท่านั้นเอง นี้คือการบริหารงานที่ผิดพลาด และไม่ควรบริหารงานต่อไป ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ฉีดวัคซีนประชาชนไปแล้ว 2.4% จากประชากร 200 กว่าล้านคน ซึ่งภายในกลางปีนี้จะมีการฉีดวัคซีนอีกนับสิบล้านคน แต่ประเทศไทยเรา จะต้องรอจนถึงสิ้นปี สงสัยว่าจะมีคนเสียชีวิตจากโควิด-19 และติดเชื้อมากขึ้นอีก ซึ่งจะเป็นผลเสียทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นกว่านี้อีก แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็แก้ปัญหาด้วยการไปกู้เงินมาแจก ซึ่งรัฐกู้เงินมา แสนแสนล้าน แต่ตรวจสอบไม่ได้เลย
“อยากให้นายกฯ พิจารณาตัวเอง ถ้าลาออกวันไหน โควิด หมดแน่นอน”
ขณะที่นายยิ่งชีพ กล่าวในการอภิปรายออนไลน์ ไทยไม่ทน คณะสามัคคีประชาชน เพื่อประเทศไทยว่า ผลจากการเลือกตั้งจะเห็นว่าเสียงของประชาชนที่ต้องการ
นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และไม่เอา พลเอกประยุทธ์ มีเสียงถึงครึ่งต่อครึ่ง พลเอกประยุทธ์ ทำทุกวิธีทางเพื่อให้มองว่า พลเอกประยุทธ์ มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ การเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 60 ล้วนต้องการนำการเมืองระบบปกติที่ไม่สามารถมีใครเปลี่ยนกติกาได้ แล้วมาแข่งขันอย่างยุติธรรมกับสู่สังคมไทย แต่พลเอกประยุทธ์ก็ไม่ยอม เพราะต้องการที่จะดำเนินการตามกติกาของตนเอง และไม่ยอมรับที่จะกลับมาสู่กติกาที่เป็นธรรม ดังนั้น ถ้ารื้อระบอบรัฐธรรมนูญได้สำเร็จสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ได้ พลเอกประยุทธ์ ก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้
พลเอกประยุทธ์ ยังใช้อำนาจต่อกฎหมายที่ตนเองไม่พึ่งพอใจ โดยไม่รับรองพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ต่างๆที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนได้เสนอ แทนที่จะได้เข้าสู่ระบบ และไม่นำเข้าสู่ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับงบประมาณ แต่กฎหมายอะไรที่ตนเองต้องการประกาศใช้ ก็ใช้เป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อลัดขั้นตอนไม่ต้องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ทำเหมือนว่าตนเองยังคงทำเหมือนเช่นตอนเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยก่อนจบการอภิปราย ได้ขอให้ทุกคนร่วมกันทำกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวแกนนำราษฎรด้วย
นอกจากนี้ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ได้ระบุภายหลังฟังแถลงการณ์ของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อคืนนี้ว่า “รู้เลยว่า สมองกลวง ไม่มีความรับผิดชอบ เป็นการพร่ำบ่นของคนคนหนึ่ง ซึ่งไม่มีสติ ไม่เข้าใจว่าจะต้องทำอย่างไรกับบ้านเมืองนี้ ตนเสียใจมาก และขอประกาศตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า ตนสิ้นหวังในรัฐบาลชุดนี้ สิ้นหวังในตัวพลเอกประยุทธ์ และไม่ยอมรับให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอีกต่อไป”
ดังนั้นขอให้ทุกคนที่รับฟังจากเสียงร้องของตน กรุณาออกมาช่วยกันเป็นเปล่งเสียงว่า ประยุทธ์ออกไป เราไม่ควรมีนายกรัฐมนตรีแบบนี้ นอกจากนี้การที่พลเอกประยุทธ์ใช้มาตรา 112 ทำร้ายคนเห็นต่าง รวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาตินั้น ตนขอประณาม ว่าเป็นการกระทำที่เกิดเหตุ แอบอ้างให้คนเข้าใจผิดส่งผลกระทบต่อสถาบัน พร้อมขอให้เด็กๆ เยาวชนพิจารณาให้รอบคอบ





