17 มี.ค.” นี้ จึงเป็นวันชี้ชะตาการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อการ “โหวตวาระ 3” กลายเป็นเดิมพันสูงทุกขั้วอำนาจ
17 มี.ค.นี้ เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อโหวตวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) เพื่อเปิดทางให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต่างพรรค ต่างค่าย รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ยังมีความเห็นในทิศทางต่างกัน
โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกเห็นว่าไม่ควรโหวตวาระ 3 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องทำประชามติก่อน จึงควรเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด แนวทางที่สองเห็นว่าสามารถโหวตวาระ 3 ได้ โดยไม่ต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ และภายหลังแก้ไขมาตรา 256 (1) เสร็จสิ้น จึงทำประชามติสอบถามความเห็นของประชาชน
กรุงเทพธุรกิจ รวบรวมจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองมานำเสนอ เพื่อสะท้อนแนวคิดเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) ที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 17 มี.ค.นี้
ฟากฝั่งที่เห็นว่า “ไม่ควรโหวตลงมติวาระ 3 ” สะท้อนจากท่าทีของผู้นำรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม โยนให้รัฐสภาตัดสินใจในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณในการทำประชามติทั้งสองรอบ
ส่วนวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย มองว่า ส.ส.และส.ว. ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถโหวตวาระ 3 ได้หรือไม่ และอาจมีส.ส.และ ส.ว.ไม่มาร่วมประชุม หรือจะงดออกเสียง พร้อมคาดการณ์ว่าหากมีการโหวตวาระ 3 จะมีคนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกครั้ง
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพปชร.จะออกตัวว่า ไม่รู้ถึงจุดยืนต่างๆ และขั้นตอนต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร พร้อมกับโยนเรื่องนี้ให้ทางสภาเป็นฝ่ายดำเนินการ โดยไม่ออกความเห็นส่วนตัวใดๆ
“ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คือถ้าจะสถาปนารัฐธรรมนูญใหม่ก็ต้องทำประชามติก่อน แต่ถ้าไม่ได้ทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ไม่เป็นไร” พล.อ.ประวิตร ระบุ
จึงพอเห็นเค้าลางว่า แนวทางที่พรรค พปชร. ต้องการในเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น หากจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับต้องทำประชามติ เว้นแต่จะแก้รายมาตรา ซึ่งหากดูจากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาก็พอจะเห็นแนวโน้มว่าต้องการให้ “แก้รายมาตรา”
“วิรัช รัตนเศรษฐ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร.และประธานวิปรัฐบาล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ระบุว่า มีบางประเด็นในร่างฯ ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการมอบอำนาจให้ ส.ส.ร. จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เนื่องจากคำวิจฉัยศาลระบุว่า สภาเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ส่วนจะต้องตัดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ส.ส.ร.ออกหรือไม่ “วิรัช” บอกว่า ยังตอบไม่ได้ รวมถึงทิศทางการโหวตร่างฯ ดังกล่าวในวาระ 3 ก็ยังไร้ข้อสรุป แม้จะมีบางคนขอใช้เอกสิทธิ์ งดออกเสียง หรือไม่เห็นชอบก็ตาม จึงต้องหารือกันอีกครั้ง
ขณะที่ท่าทีของภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง ที่เคยประกาศจุดยืนแข็งขันเรื่องแก้รัฐธรรมนูญครั้งแรกปลายปีที่แล้ว 19 ส.ค.2563 “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมส.ส.ยืนเป็นกำแพงแถลงที่รัฐสภา สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรมนูญ โดยมีเงื่อนไขเพียงว่าต้องไม่แตะหมวด 1 หมวด 2
แต่มาถึงจุดนี้ ภูมิใจไทยกลับสงวนท่าที ออกอาการกั๊ก ขอปรึกษาหารือกันในพรรคก่อน
ส่วนพรรคเล็กร่วมรัฐบาล อย่าง“ชาติไทยพัฒนา” นัดประชุมส.ส.วันนี้ (16 มี.ค.) และยังกั๊กตามสไตล์ โดย "นิกร จำนง" ส.ส.บัญชีรายชื่อ แกนนำพรรค ชี้แจงว่า จุดยืนต่อการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่การลงมติวาระ 3 จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียด โดยเฉพาะคำวินิจฉัยกลางของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยคำร้องว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นคาดว่าจะเผยแพร่ได้ก่อนการลงมติของรัฐสภา วันที่ 17 มี.ค.
“การลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะฟรีโหวต เพราะพรรคไม่สามารถสั่งให้ลงมติไปในทางใดทางหนึ่งได้ เนื่องจากการลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา” นิกร ระบุ
ขณะที่ึความเห็นของ ส.ว.มีหลายคนออกมาแสดงความชัดเจนว่า “ไม่สามารถเดินหน้าโหวตวาระ 3 ได้” และยังไม่มี ส.ว.คนใดออกมาให้ความเห็นในทิศทางตรงกันข้าม จึงทำให้พอจะสรุปท่าทีได้ว่า ส.ว.ไม่เอาด้วยกับการเดินหน้าโหวตวาระ 3
แม้ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ยังไม่ขอออกความเห็นเกี่ยวกับการโหวตวาระ 3 แต่เห็นว่าทางเลือกอาจมีมากกว่า 2 ทางก็ได้ และ ส.ว.ล้วนมีความคิดเป็นอิสระ
“การลงมติร่างแก้รัฐธรรมนูญวาระ 3 เชื่อว่ามีผลในทางการเมือง หากที่ประชุมลงมติเห็นชอบ และนำไปสู่การบังคับใช้จะมีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบ และทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญล่าช้า แต่หากรัฐสภาไม่เห็นชอบวาระ 3 โดยได้เสียง ส.ว.ไม่ถึง 84 เสียง ส.ว.จะตกเป็นจำเลยสังคมทันที" พรเพชร ระบุ
ฟากฝั่งที่เห็นว่า “สามารถเดินหน้าโหวตวาระ 3 ได้” นำโดย 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน และมีแรงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น
พรรคเพื่อไทย (พท.) แถลงจุดยืนว่า จะเดินหน้าโหวตวาระ 3 ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ เพราะไม่ใช่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่แก้ไขเพียงมาตรา 256 มาตราเดียว จึงไม่ต้องทำประชามติก่อนแก้ไข แต่เมื่อผ่านวาระ 3 แล้ว จึงค่อยทำประชามติ
พร้อมทั้งส่งสัญญาณไปยัง ส.ว.ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยกให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ถ้าจะยินยอมให้ 84 ส.ว.ยกมือคว่ำรัฐธรรมนูญได้ เท่ากับว่าอำนาจของคน 84 คน ในกระบวนการสืบทอดอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
ส่วนพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ยืนยันชัดเจน ต้องเดินหน้าโหวตวาระ 3 โดย “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า คำวินิจฉัยศาลไม่ได้กระทบสิ่งที่รัฐสภากำลังดำเนินการอยู่ เพราะไม่ใช่ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแก้รายมาตรา
“รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญไม่ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญที่ทำมาตกไป และการลงประชามติต้องมีอยู่แล้ว ซึ่งถ้าประชาชนเห็นชอบก็เท่ากับเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย
สำหรับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล ประชาธิปัตย์ที่การแก้รัฐธรรมนูญถือเป็นนโยบายสำคัญของพรรคได้นัดประชุม 51 ส.ส.ในวันที่ 16 มี.ค. เพื่อเปิดเวทีให้ ส.ส.แต่ละคนแสดงความคิดเห็น
“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค ยืนยันว่าการลงมติวาระที่ 3 ประชาธิปัตย์ยังคง “จุดยืนเดิม ไม่มีอื่นใดนอกจากเห็นชอบญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สุดทาง โดยเฉพาะสิ่งที่ประชาธิปัตย์ประกาศไว้ตั้งแต่ก่อนสภาฯ รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 1.สนับสนุนให้มีแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 2.จัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.การแก้ไขไม่แตะหมวด 1 กับหมวด 2 เด็ดขาด”
ทั้งหมดคือท่าทีของ พรรคการเมือง-ส.ว. ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 (1) ในวาระ 3 เมื่อพรรคพลังประชารัฐ-ส.ว.ต้องการคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่อยากตกเป็นผู้ร้าย จึงต้องเอาหลังพิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อขั้วฝ่ายค้านรู้ทันว่า หากปล่อยให้ขั้วรัฐบาลยื้อเวลาออกไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยิ่งล่าช้าลง และส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ย่อมถือไพ่ได้เปรียบ จึงต้องผนึกกำลังต้านการล้มโหวตวาระ 3 ให้ได้
เมื่อประชาธิปัตย์ต้องทำตามสัญญาประชาชน ตามนโยบายแก้รัฐธรรมนูญตามที่หาเสียงเอาไว้ และยังใช้เป็นเงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล จึงต้องหยัดยืนในการเดินหน้าโหวตวาระ 3 อย่างเป็นอื่นไม่ได้
17 มี.ค.” นี้ จึงเป็นวันชี้ชะตาการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อการ “โหวตวาระ 3” กลายเป็นเดิมพันสูงทุกขั้วอำนาจ





