"ปริญญ์" ลงพื้นที่รับฟังปัญหา ผู้ประกอบการรายใหญ่-รายย่อย กระทบพิษ "โควิด" หนุนรัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลือระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พร้อมด้วยนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เตรียมเร่งหาแนวทางช่วยเหลือจากการรับฟังปัญหาที่ได้พบ แนะภาครัฐต้อง “เกาให้ตรงจุด” เยียวยาความเดือดร้อนให้ถูกทางไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องมองยาวไปข้างหน้า ก่อนจะที่ผู้ประกอบการจะแบกรับภาระไม่ไหวจนต้องทยอยปิดกิจการเพื่อความอยู่รอดและสร้างปัญหาคนตกงานตามมา
ทั้งนี้ นายปริญญ์ ได้ร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ตั้งแต่ระลอกแรก ทั้งปิดกิจการให้พนักงานหยุดงานแบบไม่จ่ายค่าแรง หรือจ่ายค่าแรงเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากแบกภาระไม่ไหว เพราะมาตรการภาครัฐที่ช่วยเหลือสามารถเยียวยาได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น นอกจากนี้ นายปริญญ์ยังได้มีโอกาสพบกับนางกมลา สุโกศล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทและโรงแรมในเครือสุโกศล นาย กฤษดา สุโกศล แคลปป์ หรือ "น้อย วงพรู" นักร้องชื่อดังและผู้บริหารกิจการโรงแรมเดอะ สยาม นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ในฐานะนายกสมาคมโรงแรมไทย รวมถึงนางอลิสา พันธุศักดิ์ เจ้าของธุรกิจทิฟฟานี่โชว์ พัทยา เพื่อรับฟังมุมมองในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ต้องเผชิญภาวะวิกฤตจากการที่ไม่มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาใช้บริการ และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมมาเกือบหนึ่งปีเต็ม แต่ก็ยังคงไม่ทอดทิ้งพนักงาน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าวได้มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจต่อภาครัฐ โดยรัฐบาลต้องเร่งออกนโยบายกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ อาทิ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด – 19 แล้วสามารถเข้าประเทศได้ เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทำให้ทุกคนอยู่รอด และไม่ควรพึ่งพิงวัคซีนจากประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะตอนนี้หลายประเทศรอบบ้านเรา ได้เริ่มกระจายวัคซีนไปสู่ประชาชนแล้ว รวมถึงการพิจารณาลดจำนวนวัน State quarantine
จากนั้นนายปริญญ์และนางดรุณวรรณ ได้ลงพื้นที่ถนนข้าวสาร ย่านธุรกิจกลางคืนขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนกลายเป็นสถานที่ที่เงียบเหงา ไร้ผู้คน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยได้พูดคุยกับประชาชนหลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง โรงแรมขนาดเล็ก รวมถึงผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ พบปัญหาความเดือดร้อนมากมายที่ไม่เคยได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล อาทิ สถานบันเทิงและร้านอาหารที่มีคำสั่งให้งดจำหน่ายแอลกอฮอล์ ถึงแม้ร้านจะมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดตามมาตรฐานที่ ศบค.แต่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการน้อยลง รายได้ของร้านจึงลดลงตามไปด้วย จนต้องให้พนักงานสลับวันหยุดแบบไม่จ่ายค่าแรง ในขณะที่ธุรกิจโรงแรมบางแห่งจำเป็นต้องปลดพนักงานออกและเปลี่ยนมาขายอาหารเป็นการชั่วคราว หรือปิดกิจการชั่วคราวมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว และบางแห่งปิดกิจการถาวรไปเลยก็มี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
นายปริญญ์ กล่าวว่า การระบาดของโควิดทั้งสองระลอก ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทรุดหนักและทรุดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐต้องกล้าตัดสินใจในเชิงนโยบาย ปรับเปลี่ยนมาตรการให้บาลานซ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสาธารณสุข เพราะโควิดจะยังคงอยู่กับเราไปอีกระยะจนกว่าจะมีการฉีดวัคซีนที่ทำให้คนมีภูมิคุ้มกันมากพอ การช่วยเหลือแบบระยะสั้นเปรียบเสมือนการให้ออกซิเจนช่วยต่อลมหายใจเป็นช่วง ๆ หากมีการเอาออกซิเจนออก ก็อาจหยุดหายใจได้ จึงต้องคิดมาตรการระยาวที่ทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง ข้อเสนอจากผู้ประกอบการที่ได้รับฟังมาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเร่งศึกษาความเป็นไปได้ก่อนนำไปปฏิบัติ





