วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"ไพบูลย์" รับญัตติตีความแก้รัฐธรรมนูญ มีผล3แนวทาง -กระทบ "ส.ส.ร."

"ส.ส.ไพบูลย์" ชี้ รัฐสภาควรฟังความเห็นกฤษฎีกา แนะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ยอมรับญัตติส่งตีความอำนาจรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ มีผลได้3แนวทาง ไม่ปฏิเสธกระทบ "ส.ส.ร." เลือกตั้ง

    นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ต่อบันทึกความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อผลการศึกษาของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กมธ.​ ว่า สมาชิกรัฐสภาควรรับฟังและพิจารณาเป็นข้อมูล เพราะเกี่ยวข้องกับการพิจารณาญัติขอให้รัฐสภาลงมติส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2)  ซึ่งตนและนายสมชาย แสวงการ ส.ว. พร้อมคณะเสนอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณา ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา และกมธ.​พิจารณาและมีเนื้อหากำหนดสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีปัญหาต่ออำนาจของรัฐสภาและต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่า รัฐสภามีอำนาจเพียงแค่แก้ไขเพิ่มเติม คือ แก้ไขรายมาตรา ไม่ใช่แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่มีผลให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.25560 ตามกระบวนการที่ให้อำนาจกับส.ส.ร. 
    นายไพบูลย์ กล่าวโดยเชื่อว่าหากรัฐสภาลงมติส่งญัตติให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะมีผลออกมาใน 3 แนวทาง คือ 1. ทำประชามติถามประชาชนก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ, 2.ทำได้ เพราะเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องนำไปทำประชามติถามความเห็นประชาชนอีกครั้ง และ 3.ทำไม่ได้เด็ดขาด เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดให้ทำได้เพียงแก้ไขเพิ่มเติม คือ แก้เป็นรายมาตราเท่านั้น
    “ยอมรับว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในแนวทางที่ 1 หรือ 3 นั้นมีผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ที่ล่าสุดเนื้อหาให้มีส.ส.ร.มาจากเลือกตั้ง ดำเนินการต้องตกไปตามดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากคำตัดสินที่ว่าทำไม่ได้เด็ดขาด ผมมีข้อเสนอให้ รัฐสภาตั้งกรรมาธิการรัฐสภา เพื่อพิจารณาเสนอญัตติให้แก้ไขเป็นรายมาตราที่มีปัญหา แต่ต้องไม่ยุ่งกับหมวด 1 หมวด 2  มาตรว่าด้วยพระราชอำนาจ รวมถึงบทเฉพาะกาลที่กระทบสิทธิ ของส.ว. รวมถึงการรับรองการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” นายไพบูลย์ กล่าว
    เมื่อถามว่าความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น จะไม่มีผลใดต่อการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ไม่มีผลกระทบ เพียงแค่เป็นข้อมูลที่สมาชิกรัฐสภาควรรับฟัง ทั้งนี้ในการพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ตนมองว่าหากรัฐสภาลงมติไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มที่ส.ว. จะใช้เอกสิทธิงดออกเสียง และทำให้เสียงเห็นชอบวาระสาม ไม่ถึง 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา และทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องตกไป ดังนั้นในทางออกที่ดีที่สุด ตนมองว่าควรให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านมองว่ารัฐบาลไม่จริงใจนั้น ตนมองว่าแม้ตนลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังมีสิทธิตรวจสอบได้. 

    “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ว่าจะจริงใจหรือไม่ต่อการแก้รัฐธรรมนูญ แต่เหตุที่ผลยื่นญัตติเพราะเป็นห่วงในข้อกฎหมาย อีกทั้งใช้สิทธิตามหน้าที่ต่อการตรวจสอบ หากกระบวนการผิดกฎหมาย จะปล่อยให้ไปผิดต่อไปไม่ได้ และการทำงานของรัฐสภาต้องตระหนักในการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ใช่ฟังกระแสปลุกปั่น” นายไพบูลย์ กล่าว.