"เพนกวิน-อานนท์" ปัดขัดแย้งเยาวชนปลดแอก ชี้ ม็อบความคิดเห็นหลากลาย โยนมวลชนตัดสินแนวคิดคอมนิวนิสต์
นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำกลุ่มราษฎร กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่สน.สำราญราษฎร์ ในความผิดมาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า จากการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. ยืนยันจุดยืนการเคลื่อนไหวหลังจากที่เพจเยาวชนปลดแอกโพสต์ข้อความเนื้อหาระบุถึงระบบคอมมิวนิสต์ว่า ตนเองไม่ได้เป็นสมาชิกของเยาวชนปลดแอก และทำงานกับกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมมาโดยตลอด แต่มีทำงานร่วมกันบ้าง ซึ่งก็เคารพและมองว่า ไม่ใช่เรื่องผิดที่กลุ่มเยาวชนปลดแอกจะแสดงออก
ยืนยันว่า ตนเองต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมและรัฐสวัสดิการ จึงตกผลึกเป็น 3 ข้อเรียกร้องของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมมองว่า หากปฏิรูปสถาบันได้ ข้อเรียกร้องอื่นๆก็จะบรรลุผลไปด้วย โดยประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า เนื้อหาของกลุ่มเยาวชนปลดแอกไปได้กับขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้หรือไม่ เพราะการต่อสู้ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนที่ออกมาร่วมกัน
ยกตัวอย่าง ในวันที่ 10 ส.ค.ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อ หากวันนั้น ประชาชนไม่สนใจ ก็คงไม่สามารถไปต่อได้ และขอฝากถึงกลุ่มเยาวชนปลดแอก ขอให้ประเมินมวลชน และให้ประเมินด้วยว่า แนวคิดจะนำไปสู่ความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน
ส่วนตัวก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการเสนอแนวคิดหรือเนื้อหาต่างๆ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพไปในเชิงการเคลื่อนไหว และตนเองก็ไม่ใช่พวกสนับสนุนนายทุนผูกขาด แต่สนับสนุนรัฐสวัสดิการ พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งกับ เพราะใช้แนวทางแสวงจุดร่วม-สงวนจุดต่าง แยกกันเดิน ร่วมกันตี ใครเห็นด้วยกับข้อเสนอ 3 ข้อก็พูดคุยกันได้
ด้านนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร กล่าวว่า กรณีการโพสต์เฟซบุ๊กของกลุ่มเยาวชนปลดแอก โดยยืนยันว่า ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นขบวนการใหญ่ มีความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่มีจุดร่วมที่สำคัญคือข้อเรียกร้อง 3 ข้อ
ทั้งนี้ ยอมรับว่า เป็นผลดีของการแสดงออกเพราะจะทำให้เกิดการขบคิด ซึ่งถือว่าไม่ได้เป็นความขัดแย้งแต่เป็นความเห็นที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังเห็นว่า สังคมมีความเป็นไปได้ในการปกครองหลายรูปแบบ และสามารถเสนอถกเถียงได้ แต่ความเป็นไปได้จริงๆคือความเห็นร่วมกันของคนในสังคม ซึ่งวันนี้มีความเห็นร่วมกันว่า ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่วันหนึ่งหากอยากเปลี่ยนระบอบเป็นแบบอื่นก็เป็นเรื่องถกเถียงกันได้ และ 3 ข้อเรียกร้องหลัก เป็นฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมและราษฎร ส่วนข้อเรียกร้องอื่น ก็สามารถเสนอและถกเถียงได้ว่าจะเป็นการปกครองในระบอบไหนที่เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่ากัน และขบวนการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกตัดสินด้วยมวลชนที่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหว
สำหรับกรณีการใช้มาตรา 112 ในการดำเนินคดี นายอานนท์ กล่าวว่า การใช้อำนาจ ม.112 ขณะนี้ เริ่มใช้ไปในทางการเมืองอย่างเลอะเทอะ ขอฝากเตือนไปยังพนักงานสอบสวน หากฟ้องโดยมุ่งหมายให้เกิดคดีอาญา ก็อาจจะโดนฟ้องกลับได้เช่นกัน และมองว่า การดำเนินคดีใน ม.112 ขณะนี้ เป็นการสะท้อนภาวะความกลัวของการเคลื่อนไหวคนรุ่นใหม่





