แนวปฏิบัติเคร่งครัดตลอดปฏิทินหาเสียงก่อนถึงวันที่ 20 ธ.ค. จากกฎเหล็กที่ กกต.กำหนดไว้
เหลือเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) วันที่ 20 ธ.ค.2563 สู่การปลดล็อคการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ตั้งแต่ 25 ธ.ค.2557 จากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 1/2557 ห้ามให้มีการจัดเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นจำนวน 98,940 ตำแหน่งทั่วประเทศ
เป็นช่วงเวลายาวนานหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ส่งถึงการเมืองสนามท้องถิ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 ต.ค.2563 เห็นชอบจัดเลือกตั้งท้องถิ่นไปที่ "อบจ." รูปแบบแรก ทำให้ขณะนี้หลายขั้วทางการเมืองเร่งทำแต้มหาเสียง ก่อนถึงกำหนดเลือกตั้งอีกไม่อีกกี่วันข้างหน้า
แต่จากจำนวนผู้สมัครนายก อบจ. 76 จังหวัดจำนวน 335 คน และผู้สมัคร สมาชิก อบจ.ทั้งประเทศอีก 8,186 คน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตรวจสอบผู้สมัครที่ "ขาดคุณสมบัติ" ล่าสุดประกาศถอนชื่อผู้สมัครสมาชิก อบจ.เพิ่มเติมล่าสุด 19 รายภายหลังพบว่ามีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามที่มาตรา 50 พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 กำหนด
สำหรับกลุ่ม 19 บุคคลที่ถูกตัดสิทธิสมัครนั้นพบว่า ขาดคุณสมบัติในประเด็นข้อห้ามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศกติกาหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งถูกกำหนดไว้ใน "ระเบียบ กตต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียง และลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2563" และ "พรบ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562"
อาทิ กรณีนายณัฐ แก้วนันท์ ผู้สมัคร สมาชิก อบจ.นครราชสีมา อ.ปากช่อง เขต 4 มีผลตรวจสอบว่าถึงแม้ "สื่อโคราช" ที่มีชื่อนายณัฐเป็นเจ้าของจะหยุดกิจการ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแจ้งยกเลิกเป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ยังถือว่านายณัฐ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือกรณีนายปรีชา จันทะเสน ผู้สมัครสมาชิก อบจ.อุดรธานี อ.ทุ่งฝน เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจำกัด แหลมทอง เรดิโอ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง
สำหรับข้อห้ามดังกล่าว ถูกเขียนไว้ชัดเจนใน พรบ.เลือกตั้งท้องถิ่น มาตรา 50 (3) ซึ่งยึดโยงเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดคุณสมบัติ "ห้ามถือหุ้นสื่อ" โดยบุคคลผู้มีลักษณะเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ เป็นบุคคล "ต้องห้าม" มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่หากผู้ใดฝ่าฝืนใน "มาตรา 120" กำหนดบทลงโทษ จำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาทและส่งศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของผู้นั้นมากถึง 20 ปี
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้สมัครอีก 12 คน ขาดคุณสมบัติจากการไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 24 มี.ค.2562 และถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ จึงมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงกรณีผู้สมัครอีก 4 ราย เคยต้องคำพิพากษาศาลถูกจำคุก ส่วนอีก 1 รายไม่ได้เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งทั้งหมดผิดต่อคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 49 ใน พรบ.เลือกตั้งท้องถิ่น
อย่างไรก็ตามจากประเด็นที่ กกต.ย้ำเตือนถึง "มาตรา 34" พรบ.เลือกตั้งท้องถิ่น เป็น "ข้อบังคับใหม่" ไปถึงข้าราชการการเมือง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ห้ามกระทำการใดๆ ด้วยอำนาจหน้าท่ีเพื่อกลั่นแกล้งหรือกระทำสิ่งท่ีเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร เพื่อสร้างความ "เสมอภาค" ระหว่างผู้สมัครนายก อบจ.กับอิทธิพลการเมืองระดับประเทศ
เมื่อนิยาม "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ถูกยึดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานไว้ 4 แนวทาง 1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย 2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด และปฏิบัติหน้าที่ประจำ 3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ 4.มีเงินเดือนค่าจ้าง ค่าตอบแทนตามกฎหมาย
จากข้อกำหนดสำคัญในมาตรา 34 "กกต." สามารถนำมาเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่สุจริต-เที่ยงธรรม เข้าข่ายความผิดตาม "มาตรา69" ห้ามมิให้เจ้าหน้าท่ีรัฐใช้ตำแหน่งหน้าท่ีกระทำการใดๆ อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัคร ซึ่งมีบทลงโทษตาม "มาตรา 126" วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับ 20,000-200,000 บาท หรือท้ังจำท้ังปรับ และให้ศาลส่ังเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังของผู้นั้นมากถึง 20 ปีเช่นกัน
ถึงแม้ "พรบ.เลือกตั้งท้องถิ่น" มีข้อห้าม "ส.ส." เข้ามาช่วยหาเสียงผู้สมัคร แต่ข้อกำหนดในเรื่อง "การใช้จ่ายของพรรคการเมือง" ในพรบ.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 "มาตรา 87" ยังอนุญาตให้นำเงินและทรัพย์สินของพรรคการเมือง ไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและสมาชิก และค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคการเมืองได้ แต่กรรมการบริหารพรรค ส.ส. และสมาชิกพรรค หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งตาม "มาตรา 34" จะเข้าไปช่วยหาเสียงไม่ได้ เนื่องจากเป็นบุคคลต้องห้ามตามมาตรา 34 กำหนดไว้
ที่ผ่านมาได้เห็นรูปแบบการหาเสียงผู้สมัคร นายก อบจ.และสมาชิก อบจ. ตระเวนลงพื้นที่หาเสียงเช้าค่ำในเขตเลือกตั้ง แต่อีกด้านในสนามแข่งขัน "หาเสียงออนไลน์" ผู้สมัครหลายคนเลือกใช้ช่องทางนี้ ให้เป็นอีกหนึ่งเวทีหาเสียงเจาะไปที่กลุ่ม "โหวตเตอร์" ในแต่ชุมชนและท้องถิ่นได้ง่ายกว่าเดิม จากสิ่งที่ กกต.กำหนดหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ 7 ช่องทางเท่านั้น ประกอบด้วย
1.เว็บไซต์ 2.โซเซียลมีเดีย 3.ยูทูป 4.แอปพลิเคชัน 5.อีเมล์ 6.เอสเอ็มเอส และ 7.สื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นทุกประเภท แต่ต้องแจ้งรายละเอียด ช่องทาง ระยะเวลาในการหาเสียงให้ชัดเจน โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมือง หรือการนำภาพบุคคลเพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้งต้องได้รับความยินยอมด้วย
ที่สำคัญในหมวด "ลักษณะต้องห้าม" หาเสียงเลือกต้ัง ในระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2563 ห้ามใช้ถ้อยคาที่รุนแรง หรือปลุกระดม โดยเฉพาะห้ามนำสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งเด็ดขาด ส่วนความผิดการซื้อสิทธิขายเสียงจะมีความผิดทั้ง "ผู้ให้-ผู้รับ" มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมากถึง 20 ปี
ดาบเล่มใหญ่ในมือ กกต.หากพบผู้สมัครคนใดจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ด้วยวิธีจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้"ทรัพย์สิน" หรือ "ผลประโยชน์อื่นใด" กกต.มีอำนาจไต่สวนหากพบการเลือกตั้งไม่สุจริต จนนำไปสู่การวินิจฉัยได้ 4 ประเภท 1.ใบเหลือง กกต.มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ หรือมีคำสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราวไม่เกิน 1 ปี 2.ใบส้ม ให้ กกต.ยื่นคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งต่อไป 3.ใบดำ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และ4.ใบแดง เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง 10 ปี
ทั้งหมดเป็น "ฐานข้อมูล" กำกับผู้สมัครเลือกตั้ง นายก อบจ.และสมาชิกสภา อบจ.ยึดแนวปฏิบัติเคร่งครัดตลอดปฏิทินหาเสียงก่อนถึงวันที่ 20 ธ.ค. จากกฎเหล็กที่ กกต.กำหนดไว้.





