วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"เพื่อไทย"2020 รีแบรนด์ ตั้ง "11 ทีม"ขับเคลื่อนพรรค

“ทักษิณ-พจมาน-ยิ่งลักษณ์” ชั่งใจอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายคนที่เคาะชื่อ “ชัยเกษม” คือ “ยิ่งลักษณ์” โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่า อย่างน้อย “ชัยเกษม” ก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

ผ่านมาเกือบ 3 เดือน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ปรับทัพ เปลี่ยนโฉมใหม่ ภายหลังทีมกรรมการบริหารพรรค และทีมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ที่คอนโทรลโดย “คุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” อดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พร้อมใจกันลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2563 ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกันทีมกรรมการบริหารพรรค ที่นำโดย “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค ได้ลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน ก่อนจะถูกเลือกให้เข้ามานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคอีกคำรบ ส่วนตำแหน่งรองลงมาเปลี่ยนใหม่เกือบยกชุด เพื่อเขี่ย “ทีมสุดารัตน์” ให้พ้นทาง

 

หากย้อนไปก่อนหน้านี้ที่ “สุดารัตน์” สามารถกำกับดูแลพรรคเพื่อไทยได้ เนื่องจากได้รับไฟเขียวจาก “คุณหญิงอ้อ” คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ให้คอยช่วยคุมทิศทางของพรรค แม้จะถูกสายตรง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และสายตรง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” คอยคานอำนาจ แต่ก็ยังล้ม “สุดารัตน์” ได้ยาก

 

หากยังจำกันได้มี “ส.ส.อีสาน” เดินทางไปยังดูไบ ถ่ายรูปคู่ “ทักษิณ” โชว์ตัวให้เห็นว่ามาจริง พร้อมปล่อยข่าว ไม่พอใจการทำงานของ “สุดารัตน์” แต่คนที่เบรกเอาทุกสัญญาณเอาไว้คือ “คุณหญิงพจมาน” โดยให้คำมั่นกับ “สุดารัตน์” และไฟเขียวเดินหน้าทำงานต่อ

 

จนกลุ่มที่คอยเลื่อยขาเก้าอี้ “สุดารัตน์” จับสัญญาณได้ว่า “พจมาน” คงแทงหวยเลือกใช้ “สุดารัตน์” อีกนาน และยากที่จะยึดอำนาจบริหารในพรรคเพื่อไทยคืนมาได้ จึงหลบฉากไปตั้ง “กลุ่มแคร์”

 

โดยรวมพลคนสายตรง “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ให้มาร่วมด้วยช่วยกัน โดยกลุ่มแคร์จัดตั้งขึ้นมา มีเป้าหมายหลัก คือการสะสมมวลชน-แฟนคลับ เพื่อรองรับการจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองในอนาคต “แกนนำกลุ่มแคร์” ประกอบด้วย “หมอมิ้ง” นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช “หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย

ทว่า จุดพลิกผันก็เกิดขึ้นหลังปรากฎการณ์ “กราบสะท้านแผ่นดิน” โดยคนแรกที่ต้องลาออกจากตำแหน่งบริหารของพรรคคือ “สุดารัตน์” เหตุผลหลักคงหนีไม่พ้นคนเคยไว้ใจอย่าง “พจมาน” ต้องการเปลี่ยนเกม-เปลี่ยนทิศทาง ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

 

เมื่อชื่อของ “สุดารัตน์” ไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง บรรดาคู่แค้นชิงจังหวะ เสนอตัว-เสนอแผน ให้ “ทักษิณ-พจมาน” ได้พิจารณา ซึ่งทางรอดของ “ครอบครัวชินวัตร” ไม่ใช่การสยบยอมต่อ “ผู้มีอำนาจ” ทีมกุนซือเห็นตรงกันว่า การรักษาฐานเสียง-รักษา ส.ส. เอาไว้ให้ได้มากที่สุดคือ “เครืองมือต่อรอง” ชั้นดี

 

จังหวะเคลื่อนทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย หลังยุค “สุดารัตน์” จึงไม่เห็น ส.ส.เพื่อไทยไปปรากฎตัวร่วม “ม็อบราษฎร” ซึ่งในยุค “สุดารัตน์” แม้จะอ้างว่า เข้าไปทำหน้าที่สังเกตการชุมนุม แต่มักจะถูกตีตราว่าหนุนหลัง “ม็อบราษฎร” จนทำให้ทิศทางของพรรคคลาดเคลื่อนจากยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้

 

โดยในยุคนี้ “พรหมินทร์-สุรพงษ์-ภูมิธรรม” เข้ามากุมบังเหียน แม้จะมีบางจังหวะที่แอบหนุน “ม็อบราษฎร” แต่ก็มีหลายจังหวะที่หลบฉากออกมา แต่ทุกจังหวะ “แกนนำ-ส.ส.” จะไม่ปรากฎตัวให้เห็น เพื่อให้ “ขั้วตรงข้าม” ตีความการเคลื่อนไหวเอาเอง

 

ดังนั้นยุทธศาสตร์ของ “ทักษิณ-พจมาน-เพื่อไทย” จึงเดินแบบสยบยอมต่อผู้มีอำนาจ แต่ไม่เข้าร่วมกับ “บิ๊กรัฐบาล-บิ๊กทหาร” และทุกยุทธศาสตร์จะถูกคิดค้น พร้อมกำหนดคนเดินเกมอย่างดี เพื่อไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ จนเปิดช่อง-เปิดแผน ให้ศัตรูเช็คบิลได้

ล่าสุดพรรคเพื่อไทยจัดประชุมพรรค เพื่อปรับโครงสร้างการทำงาน โดยแต่งตั้ง “ชัยเกษม นิติสิริ” มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการการเมือง มีคนเก่า-คนเก๋า อย่าง “เสนะ เทียนทอง” “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” เข้ามาเป็นที่ปรึกษา คอยช่วยงานพรรคให้เดินหน้าอย่างเข้มข้นมากขึ้น

 

ว่ากันว่า ก่อนจะเคาะชื่อ “ชัยเกษม” ทั้ง “ทักษิณ-พจมาน-ยิ่งลักษณ์” ชั่งใจอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายคนที่เคาะชื่อ “ชัยเกษม” คือ “ยิ่งลักษณ์” โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่า อย่างน้อย “ชัยเกษม” ก็เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ส่วน “สุดารัตน์” และ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” คงทางใครทางมัน

 

นอกจากนี้ ยังมีการปรับเปลี่ยนคณะทำงานยกชุด โดยจะมีการแต่งตั้งคณะทำงาน 11 ด้าน อาทิ ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย ด้านสังคม ด้านการศึกษา เป็นต้น โดยจะแต่งตั้งให้มีผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน

 

โดยคณะทำงาน 11 ด้าน จะมีประธาน รองประธาน และกรรมการ อยู่ในแต่ละด้าน เพื่อขับเคลื่อนงานในแต่ละด้านให้สัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ซึ่งงานในแต่ละด้าน จะต้องมีความคืบหน้า และมีแผนยุทธศาสตร์ในการทำงานอย่างชัดเจน

 

พรรคเพื่อไทย ยุค 2020 กำลังรีแบรนด์พรรคใหม่ โดยจะมอบหมายให้ คณะทำงาน 11 ด้าน คอยให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชน หากมีประเด็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับด้านใด “คณะทำงาน” จะต้องมีคำตอบให้กับสังคมโดยเร็วที่สุด เพื่อแย่งชิงพื้นที่ข่าวด้วยการให้ข้อมูลสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง

 

อย่างไรก็ตามจะไม่ลดบทบาทของ “อรุณี กายานนท์” โฆษกพรรคเพื่อไทย โดยจะแบ่งบทบาทการสื่อสารกับประชาชนออกอย่างชัดเจน เพื่อให้การทำงานไม่ทับซ้อนกัน โดย “อรุณี” จะแถลงในนามของพรรค แต่อาจจะต้องทำการบ้านมากขึ้น เพราะถูกมองว่า การตอบโต้ทางการเมืองยังสอบตก

 

ขณะเดียวกันจะมีการวางบทบาทของ “รองหัวหน้าพรรค” บางคนเสียใหม่ เพราะยังยึดติดอยู่กับการตอบโต้ทางการเมืองรายวัน ซึ่งคนระดับรองหัวหน้าพรรคไม่ควรทำ แม้บทบาทที่ได้รับมอบหมายจะน้อยลง แต่ต้องมุ่งไปที่การวางคนให้เหมาะกับงาน

 

หลังจากนี้ ต้องจับตาว่า “พรรคเพื่อไทย” ที่ทุกองคาพยพต้องการรีแบรนด์พรรคใหม่ ยอมเฉือนเนื้อ เสียพรรค-เสียพวก ไปบางส่วน จะประสบความสำเร็จ หรือดึงมวลชน-แฟนคลับ ที่เสียไปให้กับพรรคเครือข่ายได้มากน้อยเพียงใด