เป็นงานหินในยุค "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" ขึ้นแท่นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะกอบกู้ความนิยมคนเมืองหลวงกลับมาได้หรือไม่
จากถ้อยแถลง "องอาจ คล้ามไพบูลย์" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กทม. กลายเป็น "พลุสัญญาณ" จากพรรคการเมืองแรก เตรียมพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ตามความคาดการณ์ในปี 2564
การขยับจากพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 ในเขต 30 เลือกตั้ง "ประชาธิปัตย์" ไม่ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.แม้แต่เขตเดียว โดยเสียพื้นที่ให้ 3 พรรคการเมืองใหญ่ จากพรรคพลังประชารัฐ 12 เขต พรรคอนาคตใหม่ 9 เขต และพรรคเพื่อไทย 9 เขต
บีบให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบนี้แชมเก่า "ประชาธิปัตย์" อยู่ในภาวะหลังพิงฝา จากผลการเลือกตั้งสูญพันธ์เก้าอี้ ส.ส.กทม.ไปทั้งหมด โดยเฉพาะเสียงป๊อปปูล่าโหวตทั้ง 30 เขต พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนรวมอยู่ที่ 474,820 คะแนน เป็นกราฟคะแนนต่ำที่สุดอันดับที่ 4 รองจากพรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ และอนาคตใหม่
ทำให้การเคาะชื่อผู้สมัครท้องถิ่นคนใหม่ ประชาธิปัตต์กำลังเร่งแก้มือเพื่อกำหนด "นโยบาย-ผู้สมัคร" 3 รูปแบบ 1.ผู้ว่าฯกทม. 2.สมาชิกสภา กทม. และ 3.กรณีมีเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต โดยนอกจากการพูดคุยภายในแล้ว ประชาธิปัตย์ยังเปิดช่องทางให้ผู้สนใจส่งข้อมูลผ่านช่องทาง https://bit.ly/2VeZEZu ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2563-15 ม.ค.2564 จากนั้นจะเป็นกระบวนการภายในเพื่อสรรหาผู้สมัครเตรียมลงเลือกตั้ง
เป็นขั้นตอนแรกในเดิมพัน "สนามกทม." ท่ามกลางกระแสที่ส่งถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามประชาธิปัตย์ นอกเหนือจากชื่อที่ถูกพูดถึงมาตลอด 2-3 ปี ตั้งแต่นวลพรรณ ล่ำซำ อภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือกระทั่งชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" โดยแหล่งข่าวระดับกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ บอกกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ที่ผ่านมาพรรคได้สรรหาผู้ที่มีศักยภาพมาสมัครลงเลือกตั้ง เน้นไปที่ผู้ว่าฯกทม. ซึ่งมีการพูดคุยกับ "บุคคลหนึ่ง" เมื่อถึงช่วงเวลาจะเปิดชื่อแน่นอน เพื่อไม่ให้แคนดิเดต "ช้ำ" ก่อนถึงเวลาเหมาะสม
"กรุงเทพธุรกิจ" ตรวจสอบผลการเลือกตั้ง กทม. 24 มี.ค. ถึงแม้พรรคอนาคตใหม่ขณะนั้น ได้รับการเลือกตั้ง ส.ส.เขต 9 ที่นั่ง แต่พรรคอนาคตใหม่เสียง "ป๊อปปูล่าโหวต" มาเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 804,272 คะแนน อันดับ 2 "พลังประชารัฐ" ได้ 791,893 คะแนนได้ ส.ส. 12 ที่นั่ง อันดับ 3 "เพื่อไทย" จากการส่งผู้สมัครเพียง 22 คนจาก 30 เขต แต่มีเสียงรวม 604,699 คะแนนได้ ส.ส. 9 ที่นั่ง และอันดับ 4 "ประชาธิปัตย์" ได้คะแนนรวม 474,820 คะแนน ไม่ได้ ส.ส.เขตใดๆ
นอกจากนี้ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 อยู่ที่ 3,102,280 คน จากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขณะนั้น 4,498,058 คน หากนำตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งหาร 30 เขตจะมีผู้มาใช้สิทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 103,409 คน จากนั้นนำคะแนนป๊อบปูล่าโหวตพรรคการเมือง 4 อันดับแรก 1.อนาคตใหม่ 2.พลังประชารัฐ 3.เพื่อไทย และ 4.ประชาธิปัตย์ หรือนำคะแนนป๊อบปูล่าโหวตมาหารค่าเฉลี่ย 30 เขตอีกครั้งจะมีข้อมูลน่าสนใจพบว่า
1.อนาคตใหม่ มีคะแนนเฉลี่ยต่อเขตอยู่ที่ 26,809 คะแนน
2.เพื่อไทย มีคะแนนเฉลี่ยต่อเขตถึง 27,486 คะแนน (จากส่งผู้สมัครเพียง 22 เขตน้อยกว่าพรรคการเมืองอื่น)
3.พลังประชารัฐ มีคะแนนเฉลี่ยต่อเขตอยู่ที่ 26,396 คะแนน
4.ประชาธิปัตย์ มีคะแนนเฉลี่ยต่อเขตอยู่ที่ 15,827 คะแนน
จากฐานตัวเลขสำคัญ 4 พรรคการเมือง เมื่อพิจารณากับตัวแปร "ผู้สมัครอิสระ" บิ๊กเนมตั้งแต่ชื่อชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รสนา โตสิตระกูล จะมีผลต่อกระแส "สวิงโหวต" โดยเฉพาะจากฐานกลุ่ม "พลังเงียบ" จะมาชี้ขาดความเป็นไปของผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้
ไม่ใช่แค่ผลเลือกตั้งสนาม กทม.ของประชาธิปัตย์เมื่อ 24 มี.ค.2562 ตามมาหลอกหลอนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นงานหินในยุค "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" หัวหน้าพรรค จะกอบกู้ความนิยมคนเมืองหลวงกลับมาอีกครั้งได้หรือไม่.





