วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศึกชิง ‘สภาร่างรัฐธรรมนูญ’ รัฐบาลรวมทีมส.ว.ยึดเบ็ดเสร็จ

ชำแหละรายชื่อ 45 อรหันต์กรรมาธิการแก้รัฐธรรมนูญ เห็นปลายทาง 'ส.ส.ร.' ที่อาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมด 100%

นับเป็นหมุดหมายทางการเมืองที่สำคัญภายหลังที่ประชุมรัฐสภามีมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 2 ฉบับจากทั้งของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝายค้าน ซึ่งเป้าหมายหลักที่ตรงกัน คือ การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หากไม่นับด่านสำคัญอย่างญัตติของ 'ไพบูลย์ นิติตะวัน' ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และ 'สมชาย แสวงการ' ส.ว.ที่ขอให้ที่ประชุมรัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาว่ามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้หรือไม่แล้ว ถือว่าการทำงานของคณะกรรมาธิการรัฐสภาจำนวน 45 คนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ปรับแต่งเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในเชิงรายละเอียด ย่อมเป็นวาระที่น่าจับตามองไม่แพ้กัน

กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้นี้ รัฐสภายังไม่ได้กำหนดเอาไว้มีแต่เพียงการขีดเส้นให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติเพื่อแก้ไขเนื้อหาได้ภายใน 45 วัน จึงต้องรอดูว่าการประชุมในนัดแรกที่จะมีขึ้นในวันที่ 25 พ.ย.นอกเหนือไปจากหน้าตาของผู้จะเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมาธิการแล้วเรื่องกรอบเวลาการทำงานก็น่าจะมีความชัดเจน

มองข้ามไปช็อตไปถึงการขับเคี่ยวกันในการประชุมคณะกรรมาธิการ ต้องยอมรับว่าเป็นการปะทะกันของสองฝ่ายระหว่างทีมส.ส.ฝ่ายค้าน และ ทีมส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่รวมกันเฉพาะกิจกับส.ว.

มองไปยังรายชื่อคณะกรรมาธิการของแต่ละทีมแล้วพบได้ว่าต่างจัดระดับแนวหน้ามาด้วยกันแทบทั้งสิ้น

ฝ่ายค้าน นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย และ 'รังสิมันต์ โรม' ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ต่างเป็นขาประจำในการทำหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญมาแล้วตั้งแต่คณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยได้ทีมเสริมคนสำคัญอย่างมือปราบทุจริต 'ธีรัจชัย พันธุมาศ' ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และมือกฎหมายอีกคนอย่าง 'ทนายบิลลี่' จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล

ด้าน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลก็นำทีมโดย 'สามคีย์แมน' ประกอบด้วย 'วิรัช รัตนเศรษฐ' 'ไพบูลย์ นิติตะวัน' และ 'วิเชียร ชวลิต' ที่ต่างทำงานด้านรัฐธรรมนูญมาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ก็ขนผู้อาวุโสมาลงสนามเช่นกัน โดยเฉพาะ 'บัญญัติ บรรทัดฐาน' ส.ส.บัญชีรายชื่อ

แต่ที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของวุฒิสภา เพราะล้วนแต่คัดระดับ 'เซียน' มาด้วยกันทั้งนั้น อาทิ 'กล้านรงค์ จันทิก' 'กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์' อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ 'คำนูณ สิทธิสมาน' ผู้ที่เปิดประเด็นข้ออ่อนของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์จนถูกคว่ำกลางสภา 'เสรี สุวรรณภานนท์' ไปจนถึง 'สมชาย แสวงการ'

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละฝ่ายต่างมีธงปักหลังกันมาแล้วว่าการเข้ามาเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้มีวัตถุประสงค์อย่างไร โดยหากจะบอกว่าประเด็นหลักที่จะเป็นข้อพิพาทที่สำคัญ คือ ที่มา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)

เมื่อเห็นชื่อของส.ว.ในคณะกรรมาธิการชุดนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยอมปล่อยให้ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% แต่จะให้ส.ส.ร.เป็นลักษณะของลูกผสมระหว่างการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน และการเลือกกันเองของผู้สมัคร ไปจนถึงการมีธงที่จะกำหนดสัดส่วนของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตด้วยว่าอย่างน้อย 50% จะต้องมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือด้านอื่นๆ อันจะเป็นโครงสร้างแบบเดียวกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยออกแบบเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่แตกออกมาจากพรรคการเมืองส่งคนเข้ามาในสนามเลือกตั้งส.ส.ร.มากเกินไป

ไม่เพียงเท่านี้ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของส.ส.ร.นั้นส.ว.ก็มีธงที่ต้องการให้ใกล้เคียงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องของส.ส.และส.ว.มากที่สุด โดยเฉพาะการกำหนดลงไปว่าห้ามไม่ให้บุคคลที่อยู่ในระหว่างการถูกตัดสิทธิทางการเมืองมาสมัครเป็นส.ส.ร. ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการพยายามที่กันไม่ให้อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่อย่าง 'ปิยบุตร แสงกนกกุล' เข้ามาเป็นส.ส.ร.

เสียงของส.ว.ที่เริ่มส่งออกมานั้นเป็นเรื่องที่ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้และจำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับบางข้อด้วยอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากในการโหวตวาระที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายนั้นยังต้องพึ่งเสียงของส.ว.อีกอย่างน้อย 1ใน3 หรือ 82 เสียงตามเดิมเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมาเพราะการยอมให้ส.ว.ของส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่สัญญาว่าจะไม่มีการปิดสวิตซ์ส.ว.ทำให้ส.ว.ยอมเทคะแนนรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงสองฉบับ ดังนั้น หากในขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมาหักกับส.ว. สุดท้ายการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไปไม่รอด โดยไม่ต้องไปลุ้นกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ

15 เสียงของส.ว.ในคณะกรรมาธิการจากทั้งหมด 45 เสียง จึงไม่ต่างอะไรเสียงข้างมาก เพราะภายใต้ 15 เสียงที่ปรากฎอยู่นั้นมีอีกถึง 235 เสียงในวุฒิสภาที่พร้อมจะรับไม้ต่อทันที หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ออกมาจากคณะกรรมาธิการไม่ได้เป็นตามความปรารถนาของวุฒิสภา

จากเหตุผลทั้งหมดทำให้ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจำต้องรวมกันเฉพาะกิจเป็นทีมเดียวกัน ที่ไม่ว่าจะโหวตอย่างไรก็ชนะฝ่ายค้านทุกประตู