ในงานสัมมนาของกมธ.การเมือง ส.ว.ว่าด้วยการสร้างพลเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ตอนหนึ่งของเวทีระบุถึงเยาวชนท่ีเตรียมชุมนุม ว่าไม่เคยรู้ปัญหาการเมืองจากของจริง
“เด็กที่มาชุมนุม นับจากนี้ไม่รู้ว่าเยอะหรือน้อย ผมมองว่าควรทำสำรวจ ว่าพวกเขาเคยสนใจสภาตำบลของเขาหรือไม่หรือรู้ปัญหาชุมชนของพวกเขาหรือไม่ ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ ทั้งจ.เชียงราย และ จ.สิงห์บุรี พบว่าการเรียนรู้การเมืองไม่เคยมาจากของจริง ผมลองคิดว่าหากพยายามทำหลักสูตร หรือวิธีการเรียนรู้จากชุมชน เช่น ระดับประถมศึกษา ให้ดูปัญหาในหมู่บ้านของตนเอง ให้เด็กเข้าร่วมการประชุมสภาตำบล สภาเทศบาลจะเกิดการเรียนรู้ หากให้เยาวชนมีส่วนร่วมกับสภาตำบล เชื่อว่าจะเกิดความรู้ความเข้าใจในการปกครอง และเห็นนักกาารเมืองของเขาต่อการแก้ปัญหา” นายดิเรกฤทธิ์ กล่าว
ด้านพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการกาเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงบทบาทของกกต.ต่อการสร้างพลเมืองที่ดี ว่า ตั้งแต่ปี 2557 กกต.จริงจังต่อการส่งเสริมการให้ความรู้กับพลเมือง หลังจากที่มีประเด็นว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต เพราะนักการเมืองแจกเงิน กกต.เผยแพร่หลักสูตรพลเมืองวิถีประชาธิปไตย ให้ความรู้กับประชาชนต่อการเลือกตั้ง การใช้สิทธิเพื่อเลือกให้คนดีเข้าสู่สภา ว่ คนที่ดีต้องมีจิตสาธารณะ ต้องไม่ทุจริต เคารพสิทธิของผู้อื่นมากกว่าสิทธิของตนเอง ยกตัวอย่างว่าไม่พอใจจะไรก็ปิดถนน เรียกร้องสิทธิของตนเอง ฉะนั้นจึงมีพ.ร.บ.ชุมนุมที่เวลาจะชุมนุมที่ไหนต้องไปขออนุญาต นั่นคือการเคารพระเบียบสังคม และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน
ด้าน นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าการสร้างวิธีประชาธิปไตยต้องสลายขั้วระหว่าง ประชาธิปไตย กับ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะหากพูดแค่คำว่า ประชาธิปไตยอาจมีปัญหาขึ้นได้ ทั้งนี้การปกครองของประเทศไทยเป็นเหมือนกับสากลทั่วโลก แต่คำว่ามีพระมหากษัตริย์ คือความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน ฐานะองค์พระประมุข มีหน้าที่ต่อรัฐ กับประชาชน ทั้งนี้การสร้างพลเมืองในสังคม มีตัวอย่างจากต่างประเทศ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศนอร์เวย์ ที่ประสบความสำเร็จเรื่องพลเมือง เพราะการปลูกฝังให้เคารพสิทธิ เสรีภาพ ของบุคคลอื่น





