วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นิกร'เผย'พรรคร่วม'โหวต'แก้รธน.' ให้มี'ส.ส.ร.'อยู่แล้ว

"นิกร" ยัน ไม่ได้เตะถ่วง "แก้รธน." แจง ตั้งกมธ. ให้คุยกันเอาอย่างไร หลัง "ส.ว." ตั้งท่าค้าน ชี้ "พรรคร่วม" โหวตให้มี "ส.ส.ร." อยู่แล้ว แนะ "กมธ." เร่งตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ต้องศึกษาอะไรกันแล้ว

นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ​ ก่อนรับหลักการ จำนวน 6 ฉบับ กล่าวถึงการประชุมนัดแรกวันที่ 30 กันยายนว่า แม้กมธ.ไม่ครบ 3 ฝ่ายตามข้อบังคับฯ เพราะฝ่ายค้านขอไม่ร่วม แต่เป็นสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาล กับส.ว.ต้องช่วยกันแบกไว้ ซึ่งการชะลอไว้แค่ 30 วันอาจไม่ใช่การเตะถ่วง แต่เป็นการยืดลมหายใจของสถานะการณ์ออกไป เพื่อมาคุยกันให้เข้าใจว่า จะเอากันอย่างไรเพราะเหตุผลที่ส.ว.ท่านหนึ่งอภิปรายมาก็มีเหตุผล เพราะ 4 ร่างแก้ไขรายมาตราที่พรรคฝ่ายค้านเสนอด้วย อาจจะมีหลักการซ้ำซ้อนกับร่างแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จนอาจมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ เพราะการแก้ไขโดยส.ส.ร. สามารถแก้ไขในส่วนอื่นๆที่เป็นเนื้อหาอีก 4 ร่างได้อยู่แล้ว

ดังนั้น การเบรกเรื่องนี้ไว้เพื่อคุยกันในชั่งโมงสุดท้ายที่ส.ว.มีท่าทีที่จะไม่รับนั้น เพื่อยืดเวลาก่อนที่จะล้มเหลวไปตามที่ นายวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานประธานวิปรัฐบาลเสนอก็มีเหตุผล เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้เป็นไฟต์บังคับของพรรคร่วมรัฐบาลที่จะต้องโหวตเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีส.ส.ร.ตามที่ลงชื่ออยู่แล้ว ปฏิเสธไม่ได้

นายนิกร กล่าวว่า ความเห็นส่วนตัว คิดว่า สิ่งที่ต้องไปอธิบายให้ส.ว.เข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศที่มีความน่าเป็นห่วงมากว่าจะหนักถึงขั้นเป็นสถานการณ์วิกฤต เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้มีเชื้อจากหลายเรื่องซ้อนกันอยู่ โดยมีเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐแล้วที่อาจจะทำให้ประเทศไทยทรุดลงกับพื้นเลยก็ได้ โดยเฉพาะการชุมนุมที่คนรุ่นใหม่นัดในวันที่14 ตุลาคม ที่จะไม่ได้มีแค่ม็อบคนรุ่นใหม่เท่านั้นหากแต่จะรวมเอาผู้คนฝ่ายประชาธิปไตยมาด้วยมาก แต่ถ้ารัฐธรรมนูญได้รับการแก้ไขไปบ้าง ความกดดันในเรื่องต่างๆจะลดลง ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรจะมีการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ก่อนถึงเวลาจะเกิดเรื่อง เพราะกมธ.สามารถตัดสินใจได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่ต้องศึกษาอะไรกันแล้ว เพียงแต่ไปคุยว่า จะทำหรือไม่ทำอะไร เป็นสถานการณ์ทางการเมืองล้วนๆ ซึ่งส่วนตัวยังมีความหวังว่าจะคุยกันได้เพราะถ้าเป็นการหยุดเพื่อต่อลมหายใจ ทำความเข้าใจกันก่อนที่จะตกเหวไป เหตุการณ์ก็จะคลี่คลาย เพราะทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ทั้งหมดจึงถือเป็นความรับผิดชอบของสภาฯโดยแท้หากไม่รีบตัดสินใจสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเรื่องที่เราแบกรับกันไม่ไหว ทั้งรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบบริหารประเทศและส.ว.ผู้ยังลังเลอยู่จะปฎิเสธความรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้