background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ผลสำรวจคดี 'บอส อยู่วิทยา' ปชช.เชื่อมีอำนาจอื่นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

ผลสำรวจคดี 'บอส อยู่วิทยา' ปชช.เชื่อมีอำนาจอื่นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจคดี “บอส อยู่วิทยา” ประชาชน เชื่อ “มีอำนาจอื่นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม” แต่มีเพียงร้อยละ 25 เชื่อว่าจะ “ปฏิรูปได้”

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) แถลงผลสำรวจ "โพลล์คดีบอส เขย่ากระบวนการยุติธรรม”

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กล่าวว่า สิ่งที่คนรู้สึกรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ “บอส อยู่วิทยา” ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ส่วนหนึ่งคือ คดีนี้ดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและจากอิทธิพลของกลุ่มนายทุน”

นั่นเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่พบจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่ง สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ จัดทำผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา จากปัญหาในคดีนายวรยุทธ หรือ “บอส อยู่วิทยา” ที่ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจกระบวนการยุติธรรมเป็นวงกว้าง โดยมีประชาชนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ทุกกลุ่มอายุร่วมตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 4,008 คน ในจำนวนนี้ 2,056 คน มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่เคยเรียนหรือทำงานในด้านที่เกี่ยวข้อง กลุ่มที่เคยเข้าสู่กระบวนการทางคดี เช่น เป็นพยาน ผู้ต้องหาหรือผู้เสียหาย และกลุ่มที่มีประสบการณ์ทั้งสองลักษณะ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน แบบสอบถามนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี และความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

ส่วนที่ 1 ความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกไม่ดีหรือรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดีนี้ มีสองเรื่องในคะแนนใกล้เคียงกัน อันดับหนึ่งคือ การทำสำนวนคดีที่ยืดระยะเวลาออกไปอย่างไม่มีเหตุสมควรจนคดีหมดอายุความ และอันดับสองคือ การที่คดีนี้ดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและจากอิทธิพลของกลุ่มนายทุนในเรื่องการทำสำนวนล่าช้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ยกขึ้นมาตั้งคำถามนั้น TIJ มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับระยะเวลาในการดำเนินคดีในฐานความผิด “ขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” พบว่าคดีในกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีระยะเวลาดำเนินคดีในชั้นตำรวจ 14 วัน โดยคดีที่ทำสำนวนได้รวดเร็วที่สุด ใช้เวลาเพียง 3 วัน และช้าที่สุดอยู่ที่ 284 วัน ส่วนในชั้นพนักงานอัยการ ตั้งแต่การรับสำนวนถึงมีคำสั่งฟ้อง ส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 8 วัน คดีที่เร็วที่สุดใช้เวลา 1 วัน และช้าที่สุด 344 วัน

อีกทั้ง สิ่งที่ผู้ตอบไม่พอใจเป็นอันดับสาม แตกต่างกันระหว่างคนที่มีประสบการณ์กับไม่มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม โดยคนที่มีประสบการณ์จะไม่พอใจกับการมีพยานบุคคลเพิ่มเติมหลังจากผ่านไปหลายปีมาหักล้างความผิดโดยไม่มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ส่วนคนไม่มีประสบการณ์จะมองเรื่องการพบสารเสพติดในเลือดของผู้ต้องหาแต่ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา

เมื่อถามว่า ในภาพรวมท่านไม่พอใจอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับการดำเนินคดีนี้ ผู้ตอบถึงร้อยละ 56.76 ระบุว่าไม่พอใจที่ “กฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคเพราะกระบวนการยุติธรรมถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ”

ส่วนความคาดหวังต่อคดีนี้ หลังจากที่เป็นกระแสสังคมและเริ่มมีการตรวจสอบจากทั้งตำรวจ อัยการ และคณะกรรมการอิสระที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น พบว่า ผู้ตอบกว่าร้อยละ 89 ล้วนคาดหวังให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องมีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีและดำเนินคดีหากพบว่าร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ต้องสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่ามีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ต้องรื้อสำนวนคดีใหม่และนำคดีเข้าสู่ชั้นศาลทั้งคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคดีใช้ยาเสพติด รวมทั้งคาดหวังว่าต้องนำตัวผู้ต้องหากลับมารับโทษให้ได้หากภายหลังศาลตัดสินว่าผิดจริง ผู้ตอบแบบสอบถามนี้ ร้อยละ 94.56 ยังเห็นว่า สังคมควรมีความเคลื่อนไหวต่อคดีนี้ และบอกว่าที่ควรทำเป็น

อันดับแรก คือ ร่วมกันต่อต้านการทุจริตในกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบ รองลงมาคือ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้ตอบส่วนน้อยที่ตอบว่าไม่ควรเคลื่อนไหวอะไร เกือบครึ่งหนึ่งบอกว่าเพราะเคลื่อนไหวเรียกร้องไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ส่วนที่ 2 ความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม ส่วนนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวมและความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ และศาลยุติธรรม และการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าสนใจประเด็นแรกคือ ความเชื่อมั่นที่ผู้ตอบมีต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ก่อนที่จะทราบรายละเอียดความผิดปกติในคดีของนายวรยุทธ ค่าเฉลี่ยของความเชื่อมั่นมีคะแนนอยู่ที่ระดับ 2.40 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ให้คะแนน 2-4 คะแนน) แต่เมื่อทราบรายละเอียดของคดีนี้แล้ว ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของผู้ตอบแบบสอบถาม ลดเหลือเพียง 0.99 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (โดยมีผู้ตอบถึง 46% ที่ให้เพียง 0 คะแนน)

สำหรับข้อคำถามในส่วนที่เกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ผู้ตอบสามารถที่จะเลือกให้ความเห็นหรือไม่ก็ได้ และมีผู้ให้ความเห็นจำนวนทั้งสิ้น 2,893 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 72.18 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

เริ่มที่บทบาทของ “ตำรวจ” ในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนคดี ผลสำรวจระบุว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 57.86 เห็นด้วยว่าเป็นบทบาทที่เหมาะสมแล้ว ที่เหลือร้อยละ 26.48 บอกว่าไม่เหมาะสม และร้อยละ 15.66 ตอบว่าไม่แน่ใจ


ส่วนบทบาทของ “อัยการ” ผู้ตอบร้อยละ 73.97 ระบุว่าการถ่วงดุลการทำงานของตำรวจโดยการตรวจสำนวนและใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นั้นมีความเหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 75.98 ยังบอกว่า อัยการควรมีบทบาทในการสอบสวนและการทำสำนวนมากขึ้น

สำหรับบทบาทของ “ศาล” ผู้ตอบร้อยละ 82.27 บอกว่า ศาลควรมีบทบาทมากขึ้นในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาทั่วไป เพิ่มเติมจากการพิจารณาตามสำนวนที่ส่งมาเท่านั้น และผู้ตอบร้อยละ 85.48 ยังเห็นว่า การใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มาให้การประกอบการพิจารณาคดีควรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากบุคคลภายนอกมากกว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม และอีกร้อยละ 82.09 เห็นว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ควรมีน้ำหนักมากกว่าพยานบุคคล

ส่วนคำถามที่ว่า คดีนี้สะท้อนปัญหาจากช่องโหว่ของระบบหรือตัวบุคคล ได้ผลสรุปที่น่าสนใจ เพราะมีผู้ตอบเพียงร้อยละ 50.64 ที่เชื่อว่า ระบบงานกระบวนการยุติธรรมดีอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาเพราะผู้ปฏิบัติไม่สุจริตหรือไม่มีประสิทธิภาพ หมายความว่า ผู้ตอบส่วนที่เหลือเห็นว่า ระบบของกระบวนการยุติธรรมน่าจะมีปัญหาด้วย

คำถามสำคัญ คือ ท่านคิดว่าคดีนี้น่าจะมีส่วนผลักดันให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใสขึ้น และเกิดการปฏิรูประบบงานบางประการในแต่ละหน่วยงาน ผู้ตอบประมาณร้อยละ 50 ตอบว่า “อาจจะเป็นไปได้” ส่วนที่เหลือพบว่า มีผู้ตอบที่มั่นใจว่า “เป็นไปได้” กับผู้ที่ตอบว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตาม ด้านที่ดูจะมีความหวังคือ ผู้ตอบถึงร้อยละ 74.63 เชื่อมั่นว่าคดี “บอส อยู่วิทยา” จะทำให้ภาคประชาชนสนใจตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น ทั้งนี้ ร้อยละ 91.05 เห็นว่าควรมีช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนและผลการพิจารณาคดีต่าง ๆ ตามที่สนใจได้อย่างสะดวก แม้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงก็ตาม